สภาสังคายนา วาติกันครั้งที่ 2

Click ภาพชมวิีดีทัศน์ การจัดประชุมสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2

สืบเนื่องจากการพัฒนาความเจริญของสังคม ส่งเสริมให้มนุษย์กินดีอยู่ดี เน้นความสะดวกสบายด้านกายภาพเป็นหลัก อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ รวมทั้งแนวคิดทางปรัชญาวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ที่นำสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมนิยมแบบมาร์กซ์ ที่ส่งเสริมและตีคุณค่ามนุษย์ด้วยวัตถุสิ่งของ ส่งเสริมให้มนุษย์ดำเนินชีวิตแบบตัวใครตัวมัน ใส่ใจชีวิตเพียงแค่ระดับความอยู่รอดด้านกายภาพ ประกอบกับแนวคิดที่เน้นบทบาทของเสรีภาพที่จะรู้จักคุณค่าและความหมายของ ชีวิต รวมถึงการเน้นความรับผิดชอบชีวิตของตน “ด้วยตัวเอง” เป็นต้น เป็นที่มาของมองว่าคำสอนในศาสนาเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการกินดีอยู่ดีและการ แสวงหาคุณค่าและความหมายชีวิตของแต่ละคน แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าตายแล้ว” “ศาสนาล้าสมัย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” ฯลฯ ส่งผลให้พระศาสนจักรต้องทบทวนตนเองในด้านวิธีการนำเสนอการประกาศข่าวดี

การประชุมสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2

ความพยายามอย่างเป็นรูปธรรม ของพระศาสนจักร เพื่อทบทวน ปรับปรุง “วิธีการ” และการดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานเพื่อประกาศข่าวดีแห่งอาณาจักรพระเจ้า เป็นจริงเป็นจังด้วยการจัดประชุมสภาสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน ระหว่างปี ค.ศ. 1962 – 1965 พระสันตะปาปา ยอห์นที่ 23 ทรงจัดและมีพระประสงค์ที่จะปรับปรุงคำสอนและแนวคิดของคริสต์ศาสนาให้เข้ากับ การเปลี่ยนแปลงของสังคม พระองค์จึงทรงประกาศเรียกบรรดาพระสังฆราชทุกประเทศเข้าร่วมประชุม[59] โดยมีตัวแทนพระสงฆ์ นักบวช ฆราวาสและผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่าง ๆ รวมถึงมีการเชิญผู้ไม่ได้นับถือคริสต์ศาสนา โรมันคาทอลิก เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาและผู้สังเกตการณ์ด้วย การประชุมสภาสังคายนาเสร็จสมบูรณ์ในสมณสมัยของพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 (8 ธันวาคม 1965)

สิ้นสมัยประชุมสุดท้าย มีการจัดทำเอกสารจำนวน 17 ฉบับ พระสันตะปาปาปอลที่ 6 ทรงประกาศรับรองในปี ค.ศ. 1965 สาระสำคัญของแนวคิดเรื่องมนุษย์ตามเอกสารฉบับนี้ ไม่ใช่การนำเสนอแนวคิดใหม่ แต่เป็นการแสดงจุดยืนคำสอนคริสต์ศาสนาที่ยืนยันศักดิ์ศรีของมนุษย์ในฐานะ เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ในท่ามกลางกระแสค่านิยมของสังคมที่เน้นวัตถุและการพัฒนามนุษย์โดยใช้ เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดความเจริญของมนุษย์ และยิ่งกว่านั้นพระศาสนจักรได้มีท่าทีใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่ไม่นับถือความเชื่อเดียวกัน โดยสอนว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติตามวิถีชีวิตของตนอย่างซื่อสัตย์และตามความจริง (เพราะพระเยซูเป็นความจริง… การดำเนินชีวิตตามความจริง คือ การดำเนินตามแบบพระเยซู) เขาก็สามารถบรรลุถึงความรอดพ้นได้ แม้จะไม่เป็นคาทอลิกหรือเป็นชาวคริสต์ก็ตาม จึงมีการส่งเสริมให้มีการเสวนาและสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ผู้นับถือศาสนา ต่าง ๆ นอกจากนั้น พระศาสนจักรยังได้ทำการปฏิรูปวิถีชีวิตคริสตชน โดยเฉพาะด้านพิธีกรรม มีการส่งเสริมให้มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น การประยุกต์วัฒนธรรมให้เข้ากับท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ภาษาท้องถิ่นในการร่วมพิธีกรรม และมีการปรับปรุงการบริหารองค์กรโดยเน้นการมีส่วนร่วมในแบบหมู่คณะที่รับผิด ชอบร่วมกัน โดยให้มุขนายกมีส่วนร่วมในการพิจารณาและการบริหารปกครอง โดยถือว่าพระสันตะปาปาคือหัวหน้าของสมัชชาของมุขนายก (College of the Bishops) และส่งเสริมให้แต่ละประเทศมีสภามุขนายก (Bishops’s Conference) เพื่อการทำงานที่เป็นเอกภาพ รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของฆราวาสทั้งด้านการอบรมศึกษาศาสนาและการประกาศ ข่าวดีแห่งความรอดพ้น

Click ดู เนื้อหาเอกสารแห่งสภาสังคายนา วาติกันครั้งที่ 2

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s