OUR CARDINAL

 ของขวัญที่คาทอลิกมอบให้สังคมไทย
พระคาร์ดินัลของเรา

    ตลอดระยะเวลาร่วม 400 ปี ของการเผยแผ่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกในประเทศไทย ความเจริญเติบโตของงานอภิบาล งานธรรมทูต การศึกษา งานสงเคราะห์ต่างๆ สิ่งสร้างภายนอก การประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐ และเอกชน หรือการสานสัมพันธ์ในระหว่างศาสนาต่างๆ หรือศาสนาคริสต์ต่างนิกาย รวมทั้งการแลกเปลี่ยน ประชุม สัมมนาทั้งในระดับสังฆมณฑล ระดับชาติ ระดับภาคพื้นทวีป และระดับโลก ความเจริญของพระศาสนจักรในเมืองไทย คงหยุดนิ่งถ้าไม่มีผู้นำที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เสียสละ และอุดมไปด้วยพระพรของพระเป็นเจ้า
ณ วินาทีนี้คงไม่มีคนไทยไม่รู้จักพระคาร์ดินัล แม้จะไม่ใช่ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม ท่าทีแห่งมิตรภาพ และความมุ่งมั่นในภาระหน้าที่การงาน จนครบปีที่ 25 แห่งสมณศักดิ์นี้ แต่จะมีใครรู้ว่าช่วงชีวิตของพระคุณเจ้า ประสบการณ์ รอยทางที่พระคุณเจ้าก้าวเดิน งานที่พระคุณเจ้ารังสรรค์ และแบบอย่างชีวิตที่พระคุณเจ้าได้ฝากเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของพระศาสนจักรในเมืองไทย
อุดมศานต์ขอนำเสนอ
เรื่องราวของ “พระคาร์ดินัลของเรา” โดยการเรียบเรียงของคุณพ่อสุรชัย
ชุ่มศรีพันธุ์
เพื่อเป็นของขวัญมอบให้กับท่านผู้อ่าน ในโอกาสครบ 25 ปีแห่งสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล
ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008

“บิดาของเรา” เป็นชื่อซึ่งเราพร้อมใจกันมอบให้แด่พระคุณเจ้ามีชัย กิจบุญชู ในโอกาสเฉลิมฉลองmeechai1
ครบรอบ 25 ปี ในการดำรงตำแหน่งพระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
“พระคาร์ดินัลของเรา” เป็นชื่อซึ่งเราพร้อมใจกันมอบให้แด่พระคุณเจ้า ในโอกาสเฉลิมฉลอง
ครบรอบ 25 ปี ในการดำรงตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล” ความจริงประการหนึ่ง ซึ่งเราพบในพระศาสนจักรของเรา ก็คือ มีพระคาร์ดินัลไม่กี่องค์ที่มีโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี ในการดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัลคำว่า “พระคาร์ดินัลของเรา” เป็นคำที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับพระคุณเจ้า เพราะเหตุว่า ในหลายๆ โอกาสที่ผมได้มีโอกาสติดตามพระคุณเจ้าไปปฏิบัติภารกิจตามประเทศต่างๆ ผมจะได้ยินคำเรียกพระคุณเจ้าด้วยคำเหล่านี้เสมอๆ “Unser Kardinal” ภาษาเยอรมัน “Nostro Cardinale” ภาษาอิตาเลียน “Our  Cardinal” ภาษาอังกฤษ ทำไมชาวต่างชาติจึงพากันเรียกพระคุณเจ้าด้วยคำเดียวกันนี้ ?  เราทุกคนทราบคำตอบนี้ดี ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเองของพระคุณเจ้า ด้วยคุณวุฒิและความรอบรู้ และด้วยอุปนิสัยที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับและเป็นมิตร ทำให้พระคุณเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับทุกคนได้โดยง่าย นี่แหละเป็นที่มาของความผูกพันและความรักที่มีต่อกัน นี่เองเป็นที่มาของ “พระคาร์ดินัลของเรา”
 

 

 

meechai2 ประวัติของพระคุณเจ้าฉบับนี้ เป็นประวัติที่ได้เคยบันทึกไว้ก่อนนี้แล้ว แต่ได้นำมาปรับปรุง
ให้สมบูรณ์และเป็นปัจจุบันมากขึ้น ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยได้บันทึก
เรื่องราวของบรรดาพระสังฆราช หรือประมุขมิสซัง รวมถึงประมุขของสังฆมณฑลต่างๆ เอาไว้ ประมุข
มิสซังสยาม มีทั้งสิ้นรวม 17 องค์ องค์สุดท้ายได้แก่ พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส (Mgr. Rene Perros  1909-1947)  จากนั้นมีการแบ่งแยกเป็นมิสซังต่างๆ ภายในระยะเวลาการปกครองของท่าน ประมุข
มิสซังกรุงเทพฯ มีทั้งสิ้นเพียง 3 องค์ องค์แรกได้แก่ ฯพณฯ เรอเน แปร์รอส องค์ที่สองได้แก่ ฯพณฯ หลุยส์ โชแรง องค์สุดท้ายคือ ฯพณฯ ยอแซฟ ยวง นิตโย ปกครองมิสซังกรุงเทพฯ เพียง 2 ปี มิสซังกรุงเทพฯ ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอัครสังฆมณฑลเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1965
อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จนถึงเวลานี้ มีประมุขอัครสังฆมณฑล 2 องค์เท่านั้น คือ พระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย และพระอัครสังฆราชไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุของค์ปัจจุบัน และเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัลองค์แรกของประเทศไทยด้วย
meechai3
นับจากพระสังฆราชองค์แรก ที่เข้ามาในประเทศสยามเวลานั้นคือ พระสังฆราชปิแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อตต์  (Mgr. Pierre Lambert de la Motte) เมื่อปี ค.ศ. 1662 จนถึงปัจจุบันคือปี ค.ศ. 2008 รวมเวลา ทั้งสิ้น 346 ปี   พระศาสนจักรคาทอลิก ในประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีพระ สังฆราชปกครองมาแล้ว  ทั้งสิ้น 21 องค์ มีเพียง 5 องค์เท่านั้นที่ดำรงตำแหน่งประมุขและปกครองเป็นระยะเวลา นานกว่า 25 ปี ได้แก่

1.         พระสังฆราชเดอ ซีเซ (Mgr. De Cice)                    1700-1727       รวม         27  ปี
2.         พระสังฆราชการ์โนลต์ (Mgr. Garnault)                 1786-1811        รวม         25  ปี
3.         พระสังฆราชยัง หลุยส์ เวย์ (Mgr. Jean Louis Vey)   1875-1909      รวม        34  ปี
4.         พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส (Mgr. Rene Perros)       1909-1947      รวม        38  ปี
5.         พระอัครสังฆราชไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู                       1973-ปัจจุบัน (2009)รวม    36  ปี

พระอัครสังฆราชไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู จึงเป็นพระสังฆราชไทยองค์แรกแห่งอัครสังฆมณฑล กรุงเทพฯ ที่ดำรงตำแหน่งประมุขยาวนานถึง 35 ปี และเป็นพระสังฆราชไทยองค์แรกที่ได้รับเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัล ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1983 เป็นต้นมา

meechai

วันที่ 27 กุมภาพันธ 2526 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงร่วมในงานพิธีฉลองพระคาร์ ดินัล เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้ สถาปนาพระอัครสังฆราชมีชัย กิจบัญชู เป็นพระคาร์ดินัล ซึ่งคณะ กรรมการสงฆ์ และฆราวาสคาทอลิก ได้ร่วมกันจัดขึ้น ณ อาสนวิหาร อัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพมหานคร

ฃดังนั้น ตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล” ของพระคุณเจ้ามีชัย จึงหมายถึงภาระหน้าที่ที่เพิ่มมากขึ้น ในพระศาสนจักรท้องถิ่น และพระศาสนจักรสากล
สถานการณ์ของพระศาสนจักรในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น มีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายอย่าง และตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป วิธีการทำงานและการปกครองของพระสังฆราชแต่ละองค์ ต้องสอดคล้องไปตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ในเวลาเดียวกันก็ย่อมต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันไปด้วย วิธีการทำงานและการปกครองของบรรดาพระสังฆราชเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่น่าศึกษาและน่าบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรในประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพระสังฆราชที่ปกครองเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกันถึง 35 ปี และยังได้ดำรงตำแหน่ง “พระคาร์ดินัล” องค์แรกของพระศาสนจักรในประเทศไทยและทำหน้าที่พระคาร์ดินัลเป็นเวลา 25 ปี ในปี ค.ศ. 2008 จึงนับว่าเป็นวาระที่พิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้การศึกษานี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ประวัติชีวิตส่วนตัว เราสามารถค้นหาและศึกษาได้จากหนังสือต่างๆ ที่พิมพ์ไว้แล้ว ดังต่อไปนี้
– สารสาสน์ ฉบับที่ 3, เล่มที่ 40, 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960; โอกาสวันบวชเป็นพระสงฆ์ ของพระคุณเจ้า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1959
– หนังสืออนุสรณ์ โอกาสวันอภิเษกเป็นพระสังฆราช เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1973 ที่บ้านเณรยอแซฟ สามพราน นครปฐม
– หนังสืออนุสรณ์  โอกาสครบรอบ 25 ปีแห่งศักดิ์สงฆ์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1954-1984
– หนังสืออนุสรณ์ โอกาสได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัลองค์แรกแห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983
– หนังสืออนุสรณ์ โอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี ในการดำรงตำแหน่งพระอัครสังฆราชแห่ง อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ “บิดาของเรา” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1998 (1973-1998)
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติชีวิตของพระคุณเจ้ามีชัย มาจากเอกสารต่างๆ ที่ทางสังฆมณฑล ได้เก็บเอาไว้ จากหนังสือ “สารสาสน์, อุดมสาร และอุดมศานต์” ที่ได้บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งจากหนังสืออนุสรณ์ของวัดและโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะวัดและโรงเรียนซึ่งพระคุณเจ้า ได้เคยประจำทำหน้าที่มาก่อน นอกจากนั้น ก็มาจากเทปบันทึกเสียงโอกาสต่างๆ ที่พระคุณเจ้าได้ปราศรัย หรือเทศน์สอนบรรดาพระสงฆ์และสัตบุรุษ ตลอดระยะเวลาแห่งการปกครอง 35 ปีที่ผ่านมา ณ ที่นี้ จะขอเสนอเพียงประวัติส่วนตัวสั้นๆ เท่านั้นเพื่อประกอบความเข้าใจ

ชีวประวัติพระคุณเจ้ามีชัย
พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย เกิดวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1929 ที่หมู่บ้านวัดนักบุญเปโตร สามพราน นครปฐม เป็นบุตรของยอแซฟ ยู่ฮง และมารีอา เคลือบ กิจบุญชู มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เป็นชาย 7 คน เป็นหญิง 1 คน พระคุณเจ้าเป็นบุตรคนที่ 5 ของครอบครัว (ทะเบียนศีลล้างบาปวัดนักบุญเปโตร
เลขที่ 3939 ระบุว่า มีคาแอล ฮั่วเซี้ยง กิจบุญชู เกิดวันที่ 25 มกราคม 1929 และรับศีลล้างบาปวันที่ 26 มกราคม 1929)

meechai5 meechai6 meechai7

การศึกษา
     –      ปี ค.ศ. 1935-1940 เรียนที่โรงเรียนนักบุญเปโตร สามพราน นครปฐม จบชั้นประถมปีที่ 4 (เลขประจำตัว 718)
     –      ปี ค.ศ. 1940 เรียนที่โรงเรียนดาราสมุทร (สามเณราลัยพระหฤทัย) ศรีราชา ชลบุรี ชั้นมัธยม ปีที่ 1 (เรียนไม่จบ เนื่องจากเกิดสงครามอินโดจีนจึงย้ายไปเรียนที่บ้านเณรบางช้าง)
     –      ปี ค.ศ. 1941-1944 เรียนที่บ้านเณรพระหฤทัย บางช้าง สมุทรสงคราม เป็นเวลา 4 ปี จบชั้นมัธยมปีที่ 4
     –      ปี ค.ศ. 1945-1947 เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ชลบุรี จบชั้นมัธยมปีที่ 6
     –      ปี ค.ศ.1948-1953 เป็นครูเณรที่สามเณราลัยพระหฤทัย ศรีราชา ชลบุรี สอนเรียนที่โรงเรียน ดาราสมุทร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่โรงเรียนดาราสมุทร
     –      ปี ค.ศ. 1953-1959 เรียนที่วิทยาลัยโปรปากันดา ฟีเด กรุงโรม จบปริญญาโท  สาขาปรัชญา และเทววิทยา
ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์วันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1959 ที่บ้านเณรโปรปากันดา ฟีเด กรุงโรม โดยพระคาร์ดินัลเปโตร อากายาเนียน พร้อมกับคุณพ่อยอแซฟ เอก ทับปิง (ได้รับอภิเษกเป็น พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลราชบุรีในเวลาต่อมา, มรณภาพวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985)

ตำแหน่งหน้าที่ในส่วนของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
     –     วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1960 ถึงวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1962 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดพระนามกรเยซู บ้านแป้ง สิงห์บุรี
     –     วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1962 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดนักบุญลูกา บางขาม ลพบุรี
     –     เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1965 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดแม่พระลูกประคำ กาลหว่าร์ กรุงเทพฯ
     –     วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1965 ได้รับแต่งตั้งเป็นเหรัญญิก ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
     –     วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑล กรุงเทพฯ
     –     เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1965 ถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1973 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการสามเณราลัย นักบุญยอแซฟ สามพราน นครปฐม

meechai8  meechai9 meechai10

ตำแหน่งหน้าที่ในส่วนของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
     มิ.ย. 1979 – พ.ค. 1982  ดำรงตำแหน่งประธานสภาพระสังฆราชฯ
     มี.ค. 1985 – ก.พ. 1991  ดำรงตำแหน่งประธานสภาพระสังฆราชฯ
     เม.ย. 1994 – มี.ค. 1997  ดำรงตำแหน่งประธานสภาพระสังฆราชฯ
     เม.ย. 2000 – มี.ค. 2006  ดำรงตำแหน่งประธานสภาพระสังฆราชฯ


ดำรงตำแหน่งเหรัญญิก สภาพระสังฆราชฯ ดังนี้
     มิ.ย.  1973 – พ.ค. 1976   
     มิ.ย.  1982 – ก.พ. 1985
     มี.ค.  1991 – มี.ค. 1994
     เม.ย. 1997 – มี.ค. 2000
     เม.ย. 2006 –
     นอกจากนี้  ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ ของสภาพระสังฆราชฯ อีกหลายฝ่ายด้วยกัน2

ตำแหน่งหน้าที่ในส่วนพระศาสนจักรสากล
ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการของสมณกระทรวงประกาศพระวรสารสู่ปวงชน (Member of the Pontifical Missionary Societies for the Propagation of the Faith)
วันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1975 ได้รับแต่งตั้งจากสมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ ให้ดำรงตำแหน่ง President of the Missionary Union of the Clergy in Thailand3
นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล พระคุณเจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการที่ปรึกษาของสมณ-กระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ
หลังจากที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาของสมณกระทรวงฯ แล้ว วันที่ 28 มกราคม
ค.ศ. 1994  ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก “สภาที่ปรึกษาด้านการเงินและเศรษฐกิจของสันตะสำนัก”4

เหตุการณ์สำคัญในชีวิต
วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1973 ได้รับการอภิเษกเป็นพระอัครสังฆราช แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สืบตำแหน่งต่อจากพระอัครสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย
วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1982 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมีสาส์น
แจ้งเป็นการภายในให้ทราบว่า จะทรงแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของคณะพระคาร์ดินัลแห่งพระศาสนจักรโรมัน อันศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983
วันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1983 มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะ พระคาร์ดินัล นับเป็นพระคาร์ดินัลไทยองค์แรก
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 พิธีสถาปนาสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล ท่ามกลางคณะพระคาร์ดินัล คณะทูตานุทูต และคริสตศาสนิกชน
วันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1984 ฉลองครบรอบ 25 ปี แห่งการบวชเป็นพระสงฆ์
วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1998 ฉลองครบรอบ 25 ปี ในการดำรงตำแหน่งพระอัครสังฆราช แห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2000 ร่วมพิธีสถาปนาคุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เป็นบุญราศี
ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน พระคุณเจ้าในฐานะที่เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ เป็นผู้กล่าวรายงานต่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 นับเป็นความภาคภูมิใจและเกียรติสำหรับพระศาสนจักร ในประเทศไทย อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และวัดนักบุญเปโตร สามพราน
ระหว่างวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2005 จนถึง 25 เมษายน ค.ศ. 2005 ร่วมพิธีปลงพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 และในฐานะพระคาร์ดินัล ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งสมเด็จ พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ (สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16)
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ฉลองครอบรอบ 25 ปี แห่งสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล

การปกครองและการอภิบาลมวลประชาสัตบุรุษ
ตำแหน่งพระสังฆราช เป็นตำแหน่ง “บิดาที่รักยิ่ง” เราพบการเรียกนี้เสมอเวลาที่มีผู้ขอให้
บวชผู้รับเลือกขึ้นเป็นพระสงฆ์ และเป็นการเรียกที่มีความหมายอย่างยิ่ง สำหรับพระสงฆ์และบรรดา
คริสตชนแล้ว พระสังฆราชเป็นบิดาของพวกเรา แต่สำหรับพระคุณเจ้า ท่านปกครองและรักพวกเราเสมือนเป็นลูกๆ ของท่านเอง พระคุณเจ้าเป็นบิดาที่ลงทุนด้วยชีวิต จัดเตรียม จัดหาสิ่งดีๆ สำหรับลูกๆ ปกครองด้วยความรัก ตักเตือนด้วยความห่วงใย หน้าที่บิดาเหล่านี้ของพระคุณเจ้า เราพบได้จากแนวทางและวิธีการปกครองของพระคุณเจ้า งานเขียนชิ้นนี้ จึงมิใช่เขียนขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัว แต่ได้นำ คำพูด รวมทั้งการสอนต่างๆ ที่พระคุณเจ้าเคยให้ไว้ในโอกาสต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงชีวิต
ความเป็นบิดาของพระคุณเจ้ามากขึ้น แนวทางที่กล่าวนี้ ปรากฏชัดอยู่ในคำพูดของพระคุณเจ้า ที่ให้ไว้ในบทสัมภาษณ์ในหนังสืออุดมศานต์
เป็นการจัดลำดับบทบาทพร้อมทั้งได้คำนึงถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ของการดำเนินงานไว้ด้วย ดังนี้

                “ภารกิจอันสำคัญของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ นั้นก็คือ งานอภิบาล เพราะพระศาสนจักรได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้าให้เป็นผู้ดูแล                    เป็นผู้เลี้ยงดูบรรดาสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น ในด้านงานอภิบาล    อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ก็จะพยายามให้งานด้านการอภิบาลก้าวหน้าต่อไป                             ให้ได้รับผลยิ่งขึ้น เมื่อพูดถึงงานด้านการอภิบาลก็ต้องมีบุคลากร อันนี้แน่นอน บรรดาผู้มีหน้าที่โดยเจาะจงคือ พระสงฆ์ นักบวช
ทั้งหลาย ต้องพยายามเน้นให้พระสงฆ์ นักบวช ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงนี้ ได้เพิ่มความเอาใจใส่ ออกแรงมากยิ่งๆ ขึ้น                                         และเตรียมผู้ซึ่งรับหน้าที่นี้ต่อไปในอนาคต นั่นก็คือ จะต้องส่งเสริมกระแสเรียกให้มากยิ่งๆ ขึ้น ส่วนในด้านสัตบุรุษเอง                                              ก็มีแนวทางที่จะปลุกสำนึกให้บรรดาสัตบุรุษได้เข้าใจถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน”
5

            ภารกิจหลัก ได้แก่ การอภิบาลโดยอาศัยบุคลากร ดังนั้น การเตรียมบุคลากรและการส่งเสริมกระแสเรียก รวมทั้งความร่วมมือของบรรดาคริสตชน จึงเป็นแนวทางการทำงานที่สำคัญ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สถานการณ์และสภาพแวดล้อมของพระศาสนจักรแต่ละสมัยนั้นแตกต่างกัน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน
ให้สอดคล้อง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ต้องมีความต่อเนื่องกันด้วย พระคุณเจ้าเข้าใจความจริงข้อนี้ของ
พระศาสนจักรอย่างชัดเจน ทำให้แนวทางการปกครองและการดำเนินงานแจ่มชัดมากขึ้น

                “การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของพระศาสนจักร ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ หรือบุคลากรต่างๆ นั้น เป็น
สิ่งจำเป็นและเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ก็เพื่อให้พระศาสนจักรเจริญเติบโต สามารถให้บริการแก่บรรดา
สมาชิกของตน และแก่สังคม และเพื่อให้พระศาสนจักรดำเนินไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
บรรดาสมาชิกของพระศาสนจักร ไม่ว่าฝ่ายสงฆ์ หรือฝ่ายฆราวาส จะต้องตระหนักและมีความรับผิดชอบ
อย่างแท้จริงตามฐานะและกระแสเรียกของตน และจะต้องประสานงาน ประสานใจกันทั้งสองฝ่ายตลอดไป
6

            แนวทางใหญ่ๆ และสำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในการสนทนาหรืองานเขียน รวมทั้ง
การปราศรัย การอภิบาลในที่ต่างๆ หรือตามวัดต่างๆ ในโอกาสฉลองวัดก็ดี ดังคำพูดเหล่านี้
“นอกจากแนวทางการอภิบาลและงานแพร่ธรรมแล้ว พระศาสนจักรมีหน้าที่ในการพัฒนาประเทศ ชาติและสังคม” “หน้าที่ประการต่อไปคือ เราคริสตชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งเป็น
ที่รับรู้ คาทอลิกมีบทบาทมิใช่น้อยในด้านการพัฒนาประเทศชาติ อาทิ การศึกษา ด้านเมตตาจิต ก็มีสถานเด็กกำพร้า คนพิการ คนตาบอด บ้านพักคนชรา ด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ”7

            แนวทางที่สำคัญที่สุด 2 ประการหลักนี้  ได้รับการตอบสนองด้วยความเอาใจใส่ยิ่งด้วยความร้อนรน รอบคอบ และอดทน แต่ที่สำคัญที่สุด ด้วยความรักที่มีต่องานของพระและด้วยความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ตามจิตตารมณ์ของพระคริสตเจ้า ตลอดระยะเวลา 35 ปีแห่งการปกครองและการอภิบาลในฐานะ
พระอัครสังฆราช เราจะเห็นได้ชัดมากขึ้นเมื่อเราได้ทราบถึงวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง ทั้งสองประการนี้
วิธีการเพื่อมุ่งไปสู่งานอภิบาล จากกระแสความรักของพระ สู่พระกระแสเรียก
กระแสเรียก
นับเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุด ที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก บ้านเณรเป็นหัวใจของพระศาสนจักร การเตรียมบุคลากรที่เหมาะสมมีความสำคัญมากต่องานอภิบาล พระคุณเจ้าได้เปิดใจในเรื่องนี้ไว้ดังนี้
                “เรื่องสามเณรหรือเรื่องบ้านเณร พระศาสนจักรถือว่าเป็นหัวใจอันหนึ่งในงานของพระศาสนจักร
พระศาสนจักรก็เอาใจใส่และให้ความสำคัญต่อบ้านเณรต่างๆ ตลอดมา สำหรับประเทศไทยก็มีวิทยาลัย
แสงธรรม ซึ่งเราถือว่าเป็นสถาบันและ บ้านเณรใหญ่ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล
ว่าเป็นวิทยาลัยที่ถูกต้องและมีเป้าหมายที่จะให้การอบรม ให้การศึกษาแก่สามเณร เพื่อจะได้มีความรู้ 
มีคุณภาพสำหรับเป็นบุคลากรของพระศาสนจักร   จึงพยายามจะจัดบุคลากร และอาจารย์ต่างๆ ให้เหมาะสมและดียิ่งๆ ขึ้น”8

สถิติการบวชพระสงฆ์
ก็นับว่าน่าสนใจมิใช่น้อย แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องใหญ่เกินธรรมดา เพราะว่าการบวชพระสงฆ์เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นก็ตาม แต่เราก็สามารถพบกับการ ส่งเสริมกระแสเรียก และการเตรียมบุคลากรด้านงานอภิบาลที่พระคุณเจ้าได้ให้ความสนใจ
อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษตลอด 35 ปีของ การปกครอง จำนวนพระสงฆ์ที่ได้รับศีลบวชโดยพระคุณเจ้ามีชัย กิจบุญชู (1973-2007)
1.         อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ              118   องค์
2.         สังฆมณฑลจันทบุรี                         6   องค์
3.         สังฆมณฑลนครราชสีมา                  1   องค์
4.         สังฆมณฑลนครสวรรค์                    4   องค์
5.         สังฆมณฑลราชบุรี                         3   องค์
6.         สังฆมณฑลเชียงใหม่                      3   องค์
7.         พระสงฆ์คณะเซนต์คาเบรียล             1   องค์
8.         พระสงฆ์คณะพระมหาไถ่                15   องค์
9.         พระสงฆ์คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์         5   องค์
10.       พระสงฆ์คณะซาเลเซียน                  4   องค์
11.       พระสงฆ์คามิลเลียน                        4   องค์
12.       พระสงฆ์คณะเยสุอิต                       3   องค์
13.       พระสงฆ์คณะธรรมทูตแห่งมารีนิรมล   5   องค์
14.       พระสงฆ์คณะอิเดนเตส                    1   องค์
15.       พระสงฆ์คณะภราดาน้อยกาปูชิน        1   องค์
                                         รวม           174   องค์
จำนวนตัวเลข ณ ที่นี้ อาจจะมีผิดพลาดบ้างเล็กน้อยด้วยเหตุผลบางประการ และสำหรับพระสงฆ์ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ไม่ได้รวมพระสงฆ์ที่ได้รับศีลบวชโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1984 ที่บ้านเณรนักบุญยอแซฟ สามพราน ไว้ด้วย


บ้านเณรยอแซฟmeechai12
บ้านเณรเล็กแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งพระคุณเจ้าเคยทำหน้าที่อธิการที่นี่เป็นเวลา 8 ปี
ก่อนได้รับการอภิเษกเป็นพระอัครสังฆราช ก็ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากพระคุณเจ้าอย่างสม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้ ในระหว่างที่ทำหน้าที่อธิการที่บ้านเณรแห่งนี้ พระคุณเจ้าได้สอนคำสอนบรรดาสามเณร สอนเรียนที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อบรมสามเณรประจำวัน กวดขันเณรเรื่องการศึกษาและระเบียบวินัย  ตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเณร พัฒนาปรับปรุงบ้านเณรอยู่ตลอดเวลาด้วยความเอาใจใส่  พระคุณเจ้าเข้าใจอย่างดีเสมอมาว่า นี่แหละคืออนาคตของพระศาสนจักร และแม้เมื่อเป็นพระสังฆราช ปกครองแล้ว พระคุณเจ้ายังคงให้ความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด สนับสนุนให้มีการพัฒนาบ้านเณรอยู่ตลอดเวลา และมาพักที่บ้านเณรยอแซฟนี้เป็นประจำทุกๆ อาทิตย์  เท่าที่โอกาสจะอำนวยให้

บุคลากรในการอบรมสามเณร
เป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการส่งเสริมกระแสเรียก เพื่อสอนวิชาความรู้ต่างๆ และอบรม
สามเณรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับเรื่องนี้พระคุณเจ้าได้กล่าวไว้ว่า เพื่อให้เณรมีความรู้ มีคุณภาพ
จึงต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ให้มาก จัดบุคลากรและอาจารย์ต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้อง
ส่งพระสงฆ์ไปศึกษาเพิ่มเติมในทุกสาขาวิชาที่จำเป็นและเหมาะสม ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ10
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมยิ่งและสอดคล้อง เพราะจากจำนวนพระสงฆ์ที่ไปศึกษาต่อตลอดเวลา 35 ปีที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นว่าบุคลากรในการอบรมสามเณรในทุกสาขาวิชา มีความรู้ที่สำคัญมากต่องานอภิบาล
     –    ระดับปริญญาโทจากต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น          40        องค์
     –    ระดับปริญญาโทในประเทศ รวมทั้งสิ้น                 25        องค์
     –    อบรมระยะสั้น สาขาวิชาต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชียและยุโรป รวมทั้งยังมีพระสงฆ์บางองค์ที่ยัง ศึกษาอยู่ และกำลังจะไปศึกษาต่ออีกจำนวนหลายองค์
คำสอนของนายชุมพาบาลที่ดี
meechai13 พระสังฆราชมีหน้าที่พิเศษในการสั่งสอน ตัดสิน และนำทาง ทั้งบรรดาพระสงฆ์และบรรดาคริสตชน งานอภิบาลด้านนี้ของพระคุณเจ้าปรากฏชัดในภารกิจด้านต่างๆ ของพระคุณเจ้า อาทิ การเข้าร่วม
ประชุมงานด้านต่างๆ ของสังฆมณฑล ของคณะนักบวช ของกิจกรรมฆราวาสแพร่ธรรม การรับเชิญ
ให้เป็นผู้เทศน์ เป็นผู้อภิปราย เป็นผู้ให้คำปราศรัยในโอกาสต่างๆ การให้สัมภาษณ์ การรับเชิญให้เป็น
ประธานในโอกาสฉลองวัด เสกอาคารใหม่ หรือการให้โอวาทในโอกาสต่างๆ คำขวัญในหนังสืออนุสรณ์
ต่างๆ เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจมากที่เราพบว่า พระคุณเจ้าจะยึดข้อคำสอนของพระศาสนจักร
เป็นหลักในการสั่งสอน ตัดสิน และนำทาง ทั้งจากพระคัมภีร์ก็ดี จากข้อคำสอนของพระศาสนจักรก็ดี
จากสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ก็ดี หรือแม้แต่จากประวัติศาสตร์ก็ดี การอธิบายและการประยุกต์ใช้จึงสามารถ
ทำได้อย่างกระจ่างชัดเจน มีการจัดลำดับความสำคัญอยู่ในตัวเอง หากเราจะรวบรวมคำสั่งสอนทั้งหมดนี้
ของพระคุณเจ้ามีชัย ก็คงสามารถจัดทำเป็นหนังสือคำสอนยุคใหม่ที่น่าสนใจมากทีเดียว ณ ที่นี้ จะ
ยกตัวอย่างที่สำคัญๆ บางหัวข้อเท่านั้น
ข้อคิด-ข้อคำสอนด้านศีลธรรม
เรื่องการทำลายชีวิต
ในการอภิปรายเรื่อง “กฎหมายทำแท้งในทัศนะของคาทอลิก” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1981 พระคุณเจ้าให้ทัศนะไว้ดังนี้
                “ตามคำสอนของคริสตศาสนาได้กล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ ทรงอวยพระพรแก่มนุษย์                    และตั้งมนุษย์ให้เป็นเจ้านายเหนือสิ่งสร้างทั้งปวง ชีวิตมนุษย์จึงเป็นพระพร
อันประเสริฐสุด มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าเหนือคุณค่าและประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น… คำสอนของพระเยซูเจ้าเน้น
ให้มนุษย์มีความรักต่อกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเจริญและสันติสุขที่มนุษย์กำลังใฝ่หา… การทำแท้ง
จึงเป็นอาชญากรรมที่น่าเกลียดน่าชังที่สุด…เพราะผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องชีวิตกลับเป็นผู้ทำลายชีวิตนั้นเสียเอง”
12

            ปัญหาเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมาก และท้าทายต่อความเชื่อของพระศาสนจักร
พระคุณเจ้าในฐานะประธานสภาพระสังฆราชฯ ในเวลานั้น ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง
แก่ชาวคาทอลิก เน้นถึงหลักศาสนา หลักศีลธรรม และแนวทางปฏิบัติ  ที่สุด เมื่อมีความพยายามจะ
สร้างกฎหมายทางบ้านเมืองเกี่ยวกับการทำแท้งเสรี พระคุณเจ้าได้ทำหนังสือแสดงความคิดเห็นกรณีกฎหมายการทำแท้ง ไปยังหัวหน้าพรรคการเมือง แสดงถึงหลักการและจุดยืนในเรื่องนี้อย่างแข็งขัน โดยแสดงหลักศาสนาและเสนอแนวทางปฏิบัติไว้ 6 ประการ ตามคำสั่งสอนของพระศาสนจักรอย่างชัดเจน13
ในการเข้าเงียบพระสงฆ์หลายครั้ง พระคุณเจ้าได้เน้นถึงคำสอนเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจในงานอภิบาล
มากขึ้น ในการเข้าเงียบพระสงฆ์เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1998  ที่บ้านผู้หว่าน สามพราน พระคุณเจ้า
ได้เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้พิจารณาถึงเรื่องการทำแท้ง รวมทั้งหาแนวทางอภิบาลสัตบุรุษเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งมากขึ้น เพื่อให้งานอภิบาลเป็นไปด้วยดี


เรื่องการพนัน
ในโอกาสเปิดการอบรมผู้นำคาทอลิกรุ่นที่ 6 ระหว่างวันที่ 21-23 เมษายน ค.ศ. 1989  พระคุณเจ้า
ได้ให้โอวาทเกี่ยวกับผลร้ายของการพนันว่า

               “แม้จะมิได้ระบุไว้ในพระบัญญัติ 10 ประการ โดยชัดเจนว่าห้ามเล่นการพนันก็ตาม แต่การ
เล่นการพนันและนักเลงการพนันก็ละเมิดพระบัญญัติ ทั้ง 10 ประการ”
14

พระคุณเจ้าได้แสดงความเกี่ยวเนื่องต่างๆ ของบาปแต่ละข้อ ทั้งทางตรงและทางอ้อม อันที่จริง
นับตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1988 เป็นต้นมา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้จัดโครงการลดอบายมุข โดยเน้น
ให้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปยังทุกวัด ทุกหน่วยงาน องค์กรศาสนา พระคุณเจ้าได้ให้สัมภาษณ์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

                “พระศาสนจักรก็ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพนัน ไม่ว่ายาเสพติดทั้งหลาย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนลดศักดิ์ศรี ลดคุณภาพของบุคคลนั้น”
15

พร้อมทั้งได้แสดงและเสนอแนะวิธีการปฏิบัติ และความมุ่งมั่นของพระคุณเจ้าที่จะรณรงค์ในเรื่องนี้
ต่อไป หลายครั้งทีเดียวที่เราได้ยินพระคุณเจ้าให้โอวาทเกี่ยวกับการเลิกเล่นการพนันและยาเสพติด
ในโอกาสที่ไปเป็นประธานฉลองวัดต่างๆ
เรื่องชีวิตรัก ชีวิตสมรส
พระคุณเจ้าได้ให้ทัศนะไว้ว่า พระศาสนจักรสากลให้ความสำคัญเรื่องครอบครัวมาตลอด จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับครอบครัวเสมอ พระศาสนจักรยินดีตอบรับมติของสหประชาชาติด้วยการจัดกิจกรรมเป็นพิเศษ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1993 ซึ่งตรงกับวันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์
               “การแต่งงานถือได้ว่าเป็นกระแสเรียกอย่างหนึ่งของคริสตชน เป็นการร่วมงานกับพระเป็นเจ้า
พระศาสนจักรถือว่าการแต่งงานเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ และเคารพในความเป็นบุคคลของทั้งสอง”
16
            ในบทเทศน์ของพระคุณเจ้า โอกาสฉลองวัดพระวิสุทธิวงส์ ลำไทร วันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1987
และโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี วัดนักบุญอันนา ท่าจีน วันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 พระคุณเจ้าเน้นชีวิตการแต่งงาน ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก และหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสอนของ
พระศาสนจักร พระคุณเจ้าย้ำคำสอนของพระศาสนจักรด้วยว่า

                “ชีวิตครอบครัวเป็นชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า และพระศาสนจักรสอน
ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกหรือหย่าร้างกันไม่ได้จนตลอดชีวิต นี่แหละพระบัญญัติและคำสอนของ
พระศาสนจักร”
17

ความศักดิ์สิทธิ์สง่างามของวัดและพิธีกรรม
เรื่องวัด
เราสามารถพูดได้ว่าพระคุณเจ้ามีชัย แสดงความรักที่มีต่อพระเป็นเจ้า ต่อพระศาสนจักร และ
ต่อบรรดาคริสตชนอย่างชัดเจนที่สุด ด้วยการให้ความสำคัญต่อ”วัด” หลายครั้งที่ได้ยินพระคุณเจ้า
เตือนใจพระสงฆ์และสัตบุรุษ
ว่า อะไรที่ดีที่สุด อย่าเสียดายที่จะให้แด่พระ พระคุณเจ้าพยายามทุกอย่างที่จะให้วัดทุกวัดเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพระเป็นเจ้า เป็นที่อบรมความเชื่อของพระ-ศาสนจักร และสถานที่ชุมนุมที่เหมาะสมสำหรับคริสตชน

               “วัดใดๆ  แม้จะเป็นเพียงโบสถ์ย่อมๆ ตามหมู่บ้าน ก็เป็น
ที่เคารพสักการะ เป็นดวงใจ เป็นที่รักหวงแหนของประชา-สัตบุรุษ  เพราะคริสตังถือว่าโบสถ์เป็นที่พำนักของพระ-เป็นเจ้า เป็นที่ประทับของ
พระเยซูคริสตเจ้าโดยทางศีลมหาสนิท เป็นสถานที่ถวายบูชามิสซาและประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่ง
คริสตังมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย”
18

            ด้วยความสำนึกถึงความสำคัญของวัดและความหมายของวัดเช่นนี้ พระคุณเจ้าต้องทำงาน
อย่างหนักด้วยความรอบคอบ ใจเย็นแต่หนักแน่น ภายใต้อุปสรรคหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการเงิน บุคลากร และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบ้างในบางแห่ง เราไม่อาจเข้าใจได้หมดถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของพระคุณเจ้า
เพราะพระคุณเจ้าไม่เคยบ่นถึงเรื่องเหล่านี้ แต่สิ่งที่เราเชื่อมั่นอยู่ตลอดมาคือพระคุณเจ้า จะคำนึงถึง
บรรดาคริสตชนก่อนเสมอ และมองการณ์ไกลถึงอนาคตของวัดด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้อัครสังฆมณฑล
กรุงเทพฯ มีทั้งวัดใหญ่และวัดน้อยที่สมเกียรติแด่พระเป็นเจ้า และบรรดาพระสงฆ์ รวมทั้งสัตบุรุษก็ให้ความสำคัญต่อวัดของตนมากขึ้น ตามที่พระคุณเจ้าได้ให้ความสำคัญแล้ว  ทุกประการ คือให้เป็นบ้านของพระ และเป็นสถานที่บริการศีลศักดิ์สิทธิ์แก่บรรดาลูกๆ ทั้งหลายของพระองค์

เรื่องพิธีกรรม
มิใช่แต่เพียงอาคาร “วัด” เท่านั้นแม้แต่เรื่องของเครื่องใช้อาภรณ์ ภาชนะศักดิ์สิทธิ์ การสวดภาวนา พิธีกรรมต่างๆ ในวัด พระคุณเจ้าได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หลายครั้งที่ได้เตือนพระสงฆ์ให้เอาใจใส่ในเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะพิธีกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับคำสอนของพระศาสนจักรมากที่สุด ผู้นำ
ในการสวด ให้นำสวดด้วยความพอดี เป็นระเบียบในการสวด ผู้อ่านพระคัมภีร์ในมิสซา ก็ขอให้มีการจัดเตรียมบุคคลที่เหมาะสม เพื่อให้พิธีกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย19
            “ขอให้พระสงฆ์เอาใจใส่เรื่องจารีตพิธีกรรมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดูแลเอาใจใส่วัดของตนให้สะอาดเรียบร้อย เครื่องใช้ไม้สอยที่เกี่ยวกับพิธีกรรม ก็จัดให้เหมาะสม และในโอกาสฉลองวัด มิสซาของวันนั้น ถือเป็นหัวใจของการฉลอง เพราะฉะนั้น ขอให้เน้นบทขับร้องเพลง เด็กช่วยพิธีกรรม อย่ามองว่าอาหารเที่ยงและการต้อนรับสัตบุรุษสำคัญมากกว่าพิธีกรรม”20 เรื่องการสร้างและบูรณะวัด
ประมวลภารกิจที่สำคัญของพระคุณเจ้าในด้านการสร้างและบูรณะ วัด, โรงเรียน, บ้านพักพระสงฆ์, บ้านพักซิสเตอร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973-2007
ด้วยหัวใจที่รับใช้เพื่อนมนุษย์ สังคม และประเทศชาติ
งานอภิบาลด้านสังคมของพระคุณเจ้ามีชัย มีพื้นฐานมาจากบทบัญญัติแห่งความรักและเป็น
แบบอย่างที่ดีต่อคริสตชน งานด้านนี้ส่วนใหญ่มิได้เน้นเฉพาะเจาะจงแต่บรรดาคริสตชนเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อน ทุกชาติ ทุกศาสนา โดยถือว่าทุกคนคือลูกๆ ของพระ และดูเหมือนว่าพระคุณเจ้าได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่องานด้านนี้ คงเป็นการยากที่จะบอกถึงงานทั้งหมดเกี่ยวกับ
ด้านสังคมของพระคุณเจ้า เพราะเหตุว่าเป็นงานที่มีหลายด้าน หลายฝ่าย และหลายระดับ แต่เราสามารถค้นพบจิตตารมณ์ของพระคุณเจ้าที่มาจากคำสั่งสอนของพระศาสนจักร มาจากบทบัญญัติแห่งความรักของพระอาจารย์เจ้า มาจากความรักฉันบิดาของพระคุณเจ้าที่มีต่อลูกๆ ดังตัวอย่างบางด้านที่พระคุณเจ้าอภิบาลอยู่


งานช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ
ประกาศของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1988 พระคุณเจ้าเชิญชวน
คริสตชนไทยให้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้ ด้วยคำสอนของพระคริสตเจ้า ดังนี้

                “ให้พี่น้องคริสตชนคาทอลิกได้ประกอบกิจเมตตา และความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ตามความศรัทธาและความเชื่อถือในคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า “เราขอบอกพวกท่านว่า ที่พวกท่านปฏิบัติต่อบรรดา
พี่น้องเหล่านี้ของเรา แม้ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดด้วย ก็เท่ากับว่าพวกท่านได้ปฏิบัติต่อเรา” (มธ 25:40)
ในอีกตอนหนึ่งพระองค์ตรัสไว้ด้วยว่า “ผู้ใดสำแดงความเมตตาต่อผู้อื่น ก็เป็นสุข พระผู้เป็นเจ้าจะ
ทรงเมตตาเขา” (มธ 5:7)”
21

                        เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ขึ้นในประเทศไทยหรือต่างประเทศที่ร้ายแรง
พระคุณเจ้าจะเป็นผู้นำและเชิญชวนให้ความช่วยเหลือ เตือนใจบรรดาพระสงฆ์ และบรรดาคริสตชน
ให้แสดงความรัก ความเมตตา ทั้งด้วยการสวดภาวนา และการบริจาคด้านต่างๆ
ภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ได้แก่ ภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิ ใน 6 จังหวัด ภาคใต้
ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2004 พระคุณเจ้าได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการ
ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย รวบรวมความช่วยเหลือจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ ร่วมมือ
กับทุกฝ่ายก่อให้เกิดโครงการซึ่งนำประโยชน์ยั่งยืน เป็นที่ชื่นชมแก่คนทั่วไป
ตามที่กล่าวมาแล้ว เราคงไม่สามารถรวบรวมงานด้านสังคมของพระคุณเจ้าได้หมด เพราะมิใช่
มีแต่เพียงผู้ประสบภัยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมีศูนย์ต่างๆ มากมาย ทั้งสำหรับคนชรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
สตรีที่มีปัญหา คนพิการ เด็กกำพร้า แรงงานย้ายถิ่น จะเรียกว่าครอบคลุมทุกด้านของสังคมก็ว่าได้ ทั้งนี้
ก็ด้วยแรงบันดาลใจจากคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า และจิตตารมณ์ของพระศาสนจักร

พระศาสนจักรกับงานด้านสาธารณสุขmeechai11 
    พระคุณเจ้าได้ยึดหลักคำสอนของพระศาสนจักรในการอภิบาลงานด้านนี้ไว้ ดังนี้
     –   พระเยซูเจ้าได้ทรงทำภารกิจของพระองค์ ไม่เฉพาะแต่ในด้านจิตใจเท่านั้น แต่ได้ทรงช่วยเหลือ
ในด้านร่างกายด้วย
     –   สาวกของพระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์นี้มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มของพระศาสนจักร
     –   ภายหลังสังคายนาวาติกันที่ 2 สมเด็จพระสันตะปาปาได้ทรงจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อสุขภาพ-
อนามัย ให้เป็นไปด้วยจิตตารมณ์แห่งความรักและเมตตา
     –   สำหรับพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่มิสชันนารีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช มีการสร้างโรงพยาบาล และทำงานด้านนี้มาจนถึงปัจจุบัน22
พระศาสนจักรกับเศรษฐกิจที่ถดถอย
พระคุณเจ้าเตือนใจคริสตชนดังนี้
–               ให้ยึดพระคัมภีร์เป็นตัวอย่าง “นกในอากาศยังไม่อดตาย แม้แต่สัตว์ พระเป็นเจ้ายังทรงเอาใจใส่
มนุษย์จะไม่ยิ่งกว่าหรือ”
–           พระเยซูเจ้าทรงเผชิญกับวิกฤติการณ์ด้วยความสงบหนักแน่น จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ แต่
หลังจากนั้น พระองค์ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ  เป็นชัยชนะและความชื่นชมยินดี
–               ให้ชีวิตคริสตชนเป็นพยานความเชื่อและความรักต่อพระ และให้พี่น้องของเราได้รู้ว่าพระเยซู
คือใคร23
ในภาคปฏิบัติ ทางฝ่ายพระศาสนจักรควรปฏิบัติอย่างไร ในขณะที่ตามบริษัท ห้างร้านต่างๆ
ปลดพนักงานออก ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน พระคุณเจ้ากล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า
–               ขอให้หน่วยงานต่างๆ ของอัครสังฆมณฑล ที่มีพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ อย่าได้ใช้
เหตุผลในช่วงเศรษฐกิจบีบรัดนี้ ปลดคนงานออก
–               ถ้าผู้ปกครองนักเรียนคนใดมีปัญหาในเรื่องค่าเล่าเรียน ขอให้พระสงฆ์พิจารณาช่วยเหลือ
รวมทั้งอนุญาตให้นักเรียนที่ประสบปัญหาการค้างค่าเล่าเรียน ได้มีสิทธิ์ที่จะสอบ24
ประสานใจ-ประสานงาน เพื่ออัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ (ของเรา)
วิธีการนี้เป็นวิธีการที่พระสังฆราชหลายองค์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอภิบาล แม้ว่าพระสงฆ์พื้นเมืองจะมีจำนวนมากขึ้น แต่งานอภิบาลด้านต่างๆ ก็มีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน พระสังฆราช
ยัง หลุยส์ เวย์ ได้ใช้วิธีการนี้ และพระสังฆราชเรอเน แปร์รอส ก็ได้ใช้ด้วยเช่นเดียวกัน มาจนถึงสมัย
พระสังฆราชหลุยส์ โชแรง และพระสังฆราชยอแซฟ ยวง นิตโย วิธีการนี้ก็ยังคงป็นวิธีการที่เหมาะสม
งานต่างๆ ของพระศาสนจักรจึงก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ ในสมัยของพระคุณเจ้ามีชัย กิจบุญชู ก็ยังคงเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้งานอภิบาลเป็นไปได้กว้างขวางมากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของวิธีการนี้ก็คือ
จิตตารมณ์และความร่วมมือนั่นเอง ซึ่งพระคุณเจ้าตระหนักดีอยู่เสมอ จากข้อมูลของแฟ้มเอกสารของ
อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีคณะนักบวชต่างๆ ที่เข้าร่วมงานกับพระคุณเจ้าในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ทั้งที่มาก่อนสมัยที่พระคุณเจ้าปกครอง และในระหว่างที่พระคุณเจ้าปกครอง มีคณะนักบวชชายทั้งหมด
15 คณะ และมีคณะนักบวชหญิงทั้งหมด 17 คณะ บางคณะทำงานอยู่ในสังฆมณฑลอื่น และได้ขอเข้ามาตั้งศูนย์กลางอยู่ในเขตอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ด้วย
พระคุณเจ้ามุ่งเน้นเป็นพิเศษสำหรับบรรดาพระสงฆ์ นักบวช ถึงจิตตารมณ์ต่างๆ ทั้งจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า และจิตตารมณ์ของคณะ ในการให้โอวาทหรือประชุมกับชมรมนักบวชชายหญิง หรือ
ในโอกาสอื่นๆ ก็ดี แสดงถึงความเอาใจใส่อย่างมาก และรอบคอบอย่างที่สุดที่พระคุณเจ้าใช้ในการทำงาน เราสามารถสรุปข้อคำสอนของพระคุณเจ้าในเรื่องนี้ได้ดังนี้
–               เน้นพระสงฆ์สอนคำสอนที่พระศาสนจักรสอน25
–           ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพระสงฆ์ ต้องประกาศพระวรสาร และมีหน้าที่อภิบาล26
–           การละทิ้งตัวเองคือสุดยอดของนักบวช การสละทุกสิ่งและปฏิบัติตามพระวรสาร คือการเป็น
นักบวชที่แท้27
–           เป็นพระสงฆ์ต้องรับใช้28
–           เจ้าสาวของพระคริสต์ หย่าร้างไม่ได้29
–           ย้ำพระสงฆ์ต้องหนักแน่น30
–           พระสงฆ์ นักบวช ต้องสนับสนุนงานสอนคำสอนและครูคำสอน31
–           ให้พระสงฆ์ นักบวช มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระศาสนจักร และกับพระสังฆราชท้องถิ่น
เพื่อแสดงให้เห็นถึงเอกภาพในภารกิจที่พระองค์มอบหมายให้32
–           คณะนักบวชต่างๆ ที่เข้ามาทำงานในพระศาสนจักรท้องถิ่น ต้องถือว่าเป็นงานของพระศาสนจักร
มิใช่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นเพียงงานของคณะนักบวชเท่านั้น33
–           พระสงฆ์อย่าหลงเรียนจนลืมงานอภิบาล34
–           หน้าที่สงฆ์เป็นภารกิจที่ท้าทาย35
สื่อด้วยรักและประกาศข่าวดี
บรรดาพระสังฆราชทุกองค์ที่เคยปกครองอยู่ในประเทศไทย เข้าใจความสำคัญของสื่อมวลชน
เป็นอย่างดี และใช้สื่อเพื่อเป็นวิธีการที่สำคัญในการทำงานอภิบาล นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความ
ประสงค์จะจัดตั้งโรงพิมพ์ขึ้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งมาถึงสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
บรรดาพระสังฆราชหลายองค์ได้เขียนหนังสือ แปลหนังสือ และนำไปจัดพิมพ์ในต่างประเทศในสมัยที่
ประเทศไทยยังไม่พร้อมด้านการพิมพ์ เพื่อนำมาใช้ในงานแพร่ธรรม
การพัฒนาของสื่อสารมวลชนในสมัยของพระคุณเจ้ามีชัย ก้าวหน้าและรวดเร็วมาก พระคุณเจ้า
ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสื่อสารมวลชนทุกแขนง

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s