Christmas Day

บทนำ:  เบื้องหลังคริสต์มาส

 

คริสต์มาส  คือ  การเฉลิงฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่  25  ธันวาคมของทุกปี  คำว่า  คริสต์มาส  เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษของ  Christmas  ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ  คือ  Christes Maesse  ที่แปลว่า  บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า  เพราะการร่วมมิสซาเป็นประเพณีสำคัญที่สุดที่ชาวคริสต์ถือปฏิบัติกันในวันคริสต์มาส  คำว่า  Cristes Maesse  พบครั้งแรกในเอกสารโบราณภาษาอังกฤษ  เมื่อปี  ค.ศ.1038  และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า  Christmas  ในภาษาไทย  คริสต์มาส  ก็มีความหมายเช่นกัน  คำว่า  มาส  แปลว่าเดือน  เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ  อีกความหมายหนึ่งของคำว่า  มาส  คือ  ดวงจันทร์  ฉะนั้นเราจึงสามารถตีความหมายเป็นภาษาไทยได้อีกอย่างหนึ่ง  คือ  พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก  เหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างของโลกในในตอนกลางคืน

Church

Merry Christmas

 

คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อยๆ  ในเทศการนี้คือ Merry X’mas  คำว่า  Merry  ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า  สันติสุข  และความสงบทางใจ  เพราะฉะนั้นคำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น  เพื่อที่จะขอให้เขาได้รับสันติสุข  และความสงบทางใจ  เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส

ความเป็นมาของเทศกาลคริสต์มาส

 

ชาวไทยฉลองเฉลิมพระชนมพรรษา  ในวันที่  5  ธันวามคมของทุกปี  เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกปี  ในสมัยโบราณมีประเพณีเช่นเดียวกันนี้  อาทิ  ชาวโรมันมีการระลึกถึงการสมภพของพระเจ้าจักรพรรดิ  คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึง  และเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์  หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้้วยความยินดี  แม้แต่ชาวยิวในสมัยพระเยซูเองก็มีการเฉลิมฉลองการพระราชสมภพของกษัตริย์เฮรอดเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวคริสต์สมัยโบราณถือเอาประเพรีของชนในท้องถิ่นนั้นมาประยุกต์เข้ากับศาสนา  โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู  ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลกผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ  ประเพณีได้เริ่มจากกรุงโรมในศตวรรษที่  4  และค่อยค่อยเผยแพร่ไปทุกทวีป

ทำไมจึงต้องฉลองคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคม

 

ตามหลักฐานในพระวรสารมีว่า  พระเยซูบังเกิดในสมัยที่จักรวรรดิ ซีซาร์  ออกัสตัส  ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั้งแผ่นดิน  โดยมีคีรีนิอัส  เป็นเจ้าครองเมืองซีเรีย  โดยในรายละเอียดแล้วพระวรสารไม่ได้กล่าวถึงวัน  หรือเดือนอะไร  สำหรับการเฉลิมฉลอง  สมัยก่อนคริสตชนจึงถือเอาว่าการฉลองคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคมนั้น  เป็นเพราะเป็นวันเกิดของพระเยซูตามทะเบียนเกิดซึ่งเป็นเอกสารที่คีรีนิอัสเก็บไว้  แต่ในความเป็นจริงแล้วเอกสารนี้ได้สาบสูญหายไปหมดแล้ว  นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถค้นพบได้อีกในสมัยต่อมา

นักประวัติศาสตร์หาสาเหตุต่างๆว่าทำไมคริสตชนจึงเลือกเอาวันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองคริสต์มาสตั้งแต่ศตวรรษที่  4  เป็นต้นมา  และก็ให้คำอธิบายต่างๆกัน  แต่คำอธิบายหนึ่งที่สมเหตุสมผล  หรือมีน้ำหนักมากที่สุด  คือ  ในปีคริสตศักราช  274  จักรพรรดิ  Aurelian  ได้กำหนดให้วันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง  กล่าวตามความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์สมัยนั้น  เห็นว่า  วันนั้นเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตรโลก  และเริ่มหมุนไปทางด้านเหนือของท้องฟ้า  วันใหม่เริ่มยาวขึ้น  ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า  และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระเจ้าจักรพรรดิไปในตัวด้วย  เพราะพระเจ้าจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์  ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันจึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูแทน  ในวันที่  25  ธันวาคม  ค.ศ.330  เริ่มมีการฉลองวันคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย  เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรง  (ตั้งแต่ปี  ค.ศ.64 -313)  ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย

อีกในนัยหนึ่ง  ชาวคริสต์ได้เห็นว่าในพระคัมภีร์เรียกพระเจ้าว่าเป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม  จึงเห็นว่ามีหลักฐานในพระคัมภีร์สนับสนุนให้ถือวันที่  25  ธันวาคม  เป็นวันเกิดของพระเยซู

old day

วิวัฒนาการแห่งการฉลองวันคริต์มาส

 

การฉลองคริสต์มาสแพร่มาจากกรุงโรมไปยังทุกประเทศ  พร้อมกับศาสนาคริสต์ที่ค่อยๆแผ่ขยายไปในที่ต่างๆ  จนในปี  ค.ศ.1100  ประชาชนก็เป็นคริสตชนทั้งหมดทั่วยุโรป  และก็ได้พบว่ามีการฉลองวันคริสต์มาสพร้อมกันในยุโรป  เพราะถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในศาสนา

เราสามารถแบ่งวิวัฒนาการของการฉลองวันคริสต์มาสได้เป็น 4  ช่วงเวลา  คือ

1.  คริสตศักราช 330 – 1100  ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทีละเล็กทีละน้อย  มีการฉลองวันศริสต์มาส  และเริ่มมีการเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซูเป็นเวลา  4  สัปดาห์ก่อนคริสต์มาส  เป็นเวลาเตรียมตัวโดยการใช้โทษบาป  อดอาหาร  และภาวนาเป็นพิเศษ

2.  คริสตศักราช  1100 – ศตวรรษที่  16  ช่วงนี้มีการพัฒนาประเพณีต่างๆที่เกี่ยวกับการฉลองคริสต์มาส  เช่น  มีการแต่งเพลงคริสต์มาส  การทำถ้ำพระกุมาร  ทำต้นศริสต์มาส

3.  คริสตศักราช  16 – 19  ระยะนี้มีการแตกแยกในศริสตศาสนา  เกิดมีนิกายบางนิกายขึ้นมา  ซึ่งบางนิกายไม่สนับสนุนให้มีการฉลองวันคริสต์มาส  ด้วยเหตุผลที่ว่าคริสต์มาสเป็นวันที่มนุษย์เลือกเอาเองโดยได้รับอิทธิพลจากชาวโรมันที่ฉลองด้วยอาทิตย์เสมือนเป็นพระเจ้าของเขา  และชาวบ้านก็ให้ความสำคัญแก่วันนี้มากกว่าวันอาทิตย์  ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้ากำหนดให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์  แต่อย่างไรก็ตาม  ชาวคาทอลิกพร้อมกับศริสตศาสนาหลายนิกายเช่น  นิกายลูเทอแรน  เป็นต้น  ยังคงรักษาการฉลองนี้ไว้ด้วยความอบอุ่น  และศรัทธาจนถึงปัจจุบัน

4.  คริสตศักราช  19 – ปัจจุบัน  เริ่มมีประเพณีอื่นทางโลกแทรกเข้ามาซึ่งมีอิทธิพลต่อการฉลองนี้มาก  เช่น  เรื่องซานตาคลอส  การให้ของขวัญ  การส่งบัตรอวยพรคริต์มาส  ซึ่งร้านต่างๆ  ยินดีสนับสนุน  เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะขายสินค้า  ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไปในตัว  ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทั่วไปก็อาจจะลืมความสำคัญ  หรือความหมายที่แท้จริงของวันคริสต์มาสโดยหันมาให้ความสนใจในสิ่งภายนอกที่เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาในยุคนี้มากขึ้น

ถ้ำพระกุมาร

การทำถ้ำพระกุมาร

 

ตามความในพระคัมภีร์  พระเยซูเกิดในรางหญ้าซึ่งเราไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน  แต่เนื่องจากในแถบเบธเลเฮมมีถ้ำอยู่มากมายที่พวกดูแลฝูงแกะใช้เป็นที่พักของสัตว์  และตัวเอง  เป็นความคิดของชาวคริสต์ธรรมดาว่า  รางหญ้าที่พระวรสารอ้างถึงนั้นคงอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในเบธเลเฮม  ประเพณีการทำถ้ำนั้นมาจากอิตาลี  โดยนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  โดยในวันคริสต์มาสปี  ค.ศ. 1223  นักบุญฟรังซิสชวนให้ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านที่  Greccio  ที่ท่านอยู่ร่วมแสดงละคร  มีการเตรียมถ้ำพระกุมาร  และใช้สัตว์จริงๆ  เช่น  วัว  และลาอยู่ในถ้ำด้วย  (การที่ใช้วัวและลา  เนื่องมาจากเป็นสัตว์ที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำ)  จากนั้น  ก็จุดเทียนมายืนรอบๆถ้ำที่ทำขึ้น  ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าจนถึงสว่าง  และร่วมมิสซาด้วยกัน  ตั้งแต่นั้นมาประเพณีทำถ้ำพระกุมารทั้งในวัดและในบ้านก็แพร่หลายไปทั่วทุกหนแห่ง

christmas tree

ต้นคริสต์มาส

 

ในสมัยโบราณต้นคริสต์มาสหมายถึงต้นไม้ในสวรรค์  ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน  และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้าตั้งแต่ศตวรรษที่  11  ชาวคริสต์ได้มีการแสดงละครที่หน้าวัด  ถึงความหมายของคริสต์มาส  และได้เอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก  แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัม  และเอวา  ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน  เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น  การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี  จนถึงศตวรรษที่  15  พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดงเนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเกล้อชาวบ้าน  ผู้ปกครองบ้านเมือง  และศาสนา  ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง  ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก  จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน  โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้านของ  เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัดที่เคยร่วมสนุกสนานกัน  หลังจากนั้นเริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล  และแขวนแผ่นขนมปัง  เพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท  ซึ่งก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดก็กลายเป็นขนม  และของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

นอกจากนั้น  ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ  มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปพีระมิดไว้ตลอดคืนคริสต์มาส  โดยมีดาวของดาวิดอยู่ที่ยอดพีระมิด  ซึ่งประเพณีที่จะแขวงของขวัญ  และขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่  16  โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้เป็นรูปทรงพีระมิด  นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน  ที่มีการแขวนของขวัญและไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส  และมีดาวของดาวิดไว้ยอดสุด  ประเพณีนี้เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก

แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว  ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยังนิยมทำกันอยู่  เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซูผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิตที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล  ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู  และนอกจากนั้นยังหมายถึงความสว่างของพระองค์  เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด  กอปรกับยังหมายถึงความชื่นชมยินดี  และความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้  เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น

ซานตาคลอส

Santa

ซานตาคลอส  เป็นจุดเด่น  หรือสัญลักษณ์ที่เด็ก  และผู้คนนิยมมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส  แต่แท้ที่จริงแล้ว  ซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย

ชื่อซานตาคลอส  มาจากนักบุญนิโคลัส  ซึ่วเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ  เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ  นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชของไมรา  (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน)  มีชีวิตอยู่ในราวศตวรรษที่  4  เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงรักษาประเพณีนี้ไว้  คือ  ฉลองนักบุญนิโคลัส  ในวันที่  6  ธันวาคม  ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ  และเอาของขวัญมาให้  เด็กอื่นๆที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ  ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก  และแพร่หลายไปในอเมริกา  โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ  ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนมาเป็นซานตาคลอส  ฉละแทนที่จะเป็นสังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น  ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน  ใส่ชุดสีแดง  อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  มีเลื่อนเป็นพาหนะ  มีกวางเรนเดียร์ลาก  และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส  โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน  เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา  ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสที่ถูกสมมติขึ้นนี้  เหมือนกับจะถูกลอกเลียนแบบมาจาก  Thor  ซึ่งเป็นเทพเจ้าในนิยายโบราณของเยอรมัน  และลอกเลียนแบบนักบุญนิโคลัสที่นำของขวัญมาแจกเด็กๆ  อันที่จริงซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารักเหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆเชื่อ  แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ  ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้แทนการบังเกิดของพระเยซู  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้

Singing

การร้องเพลงคริสต์มาส

 

เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่  5  ซึ่งในสมัยนี้มีทั้งพระสงฆ์และฆารวาสเป็นผู้แต่ง  ร้องเป็นภาษาลาติน  ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่าเน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซู  แต่ในศตวรรษที่  12  ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลงนี้  เริ่มในประเทศอิตาลี  โดยนักบุญฟรังซิส  อัสซีซี  และคณะนักบวชคณะฟรังซิสกัน  เป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุนให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่  ซึ่งชาวบ้านชอบ  คือ  มีท่วงทำนองที่ร่าเริ่งกว่าเดิม  และเน้นถึงความชื่นชมยินดี  ในโอกาสคริสต์มาสนี้  เพลงเหล่านี้เป็นภาษาลาติน  และภาษาพื่นเมือง  เพลงหนึ่งที่แต่ในสมัยนั้น  ซึ่งแต่งคำร้องในปี  ค.ศ.1274  และยังใช้กันอยู่จวบจนปัจจุบัน  คือ  เพลงขอเชิญท่านผู้วางใจ  O come, all ye faithfull  หรือในภาษาละตินว่า  Adeste Fideles

เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่  19  จากประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่  เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่  Silent Night, Holy Night  เป็นภาษาไทยว่า  ราตรีสวัสดิ์  ราตรสงัด  ความเป็นมาของเพลงนี้ คือ  วันก่อนฉลองวันคริสต์มาสของปี  ค.ศ.1818  คุณพ่อ Joseph Mohr  เจ้าอาวาสวัดที่  Oberndorf  ประเทศออสเตรีย  ทราบข่าวมาว่าออร์แกนในวัดเสีย  ทำให้วงขับไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้  มากกว่านั้นเองคุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่  หลังจากที่ได้แต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนหนึ่ง นามว่า  Franz Gruber  ที่อยู่หมู่บ้านใกล่เคียงใส่ทำนองให้  ในคืนวันที่  24  นั้นเอง  สัตบุรุษวัดนี้ก็ได้ฟังเพลง  Silent Night  เป็นครั้งแรกโดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง  และได้กลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดในโลก

Candle light

เทียนและเพลงคริสต์มาส

 

ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย  แล้วนำเทียน  4  เล่มวางไว้บนพวงมาลัยนั้น  ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน  เขาจะทำเช่นนี้ทุกอาทิตย์จนครบ  4  อาทิตย์ก่อนคริสต์มาส  ประเพณีนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายในที่หลายแห่งโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา  ซึ่งต่อมามีการเพิ่มโดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรงกลาง  1  เล่มไปแขวงไว้ที่หน้าต่าง  เพื่อช่วงให้คนที่ผ่านไปมาได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา  และพวงมาลัยนั้นยังเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ  แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า

มิสซา

การทำมิสซาเที่ยงคืน

 

เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่  1  ได้ประกาศให้วันที่  25  ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพแล้ว  ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนาและขับร้องไปยังตำบลเบะเลเฮม  ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ  พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน  พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซา  ณ  ที่นั่น  เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆตีสาม  พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้งหนึ่ง  และสัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ  แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป  พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นคร้งที่  3  เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น  ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้  3  ครั้งในวันคริสต์มาสเหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืนในวันคริสต์มาส  และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้  3  มิสซาในโอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน

ความสำคัญของวันคริสต์มาส

 

เราจะเห็นได้ว่า  วันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง  เนื่องจากเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์  พระองค์เป็นพระเจ้าที่จะอยู่กับเราตลอดไป  เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์  เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า  พระองค์เป็นความสำคัญบริบูรณ์ตามคำสัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์  เราเป็นเหมือนลูกแกะที่หายไป  แต่พระเยซูเป็นชุมพาบาลใจดีที่ตามหาเราจนพบ  และจะไม่มีอะไรที่จะแยกเรากับพระองค์ได้อีกเลย

มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน  จะรวยจะจน  คนศรัทธาหรือคนบาป  ล้วนมีความสำคัญต่อหน้าพระเจ้าเสมอ  เพราะตั้งแต่การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูเจ้านั้น  พระเป็นเจ้าพระบิดาทรงเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระบุตรในมนุษย์ทุกคน  เราก็เช่นเดียวกัน  เราต้องรัก  รักซึ่งกันและกันเหมือนอย่างที่เรารักพระเจ้า  นั่นหมายถึง  เราต้องเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน  ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนยากจน  คนต่างชาติ  หรือคนที่วางตัวเป็นศัตรูกับเรา  ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้  ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้  เราได้รับบทบัญญัตินี้จากพระองค์  คือให้ผู้ที่รักพระเจ้ารักพี่น้องของตนด้วย

Procession

ประเพณีการฉลองคริสต์มาสที่มีความเป็นมาดังกล่าวนี้  ควรเป็นสิ่งที่ชักจูงเราให้เปลี่ยนไปด้วยความรัก  ที่พร้อมจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเต็มที่

ขอขอบคุณ Mr.Triamboy ที่รวบรวมเนื้อสาระไว้เป็นอย่างดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s