สีที่ใช้ในพิธีกรรม

สีที่ใช้ในพิธีกรรม

พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกกำหนดให้ใช้ 6 สี คือ ขาว แดง เขียว ม่วง ดำ และกุหลาบ  การใช้สีเหล่านี้ก็ยังคงระบุไว้ในหนังสือ “ข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับมิสซา”  แต่กฎเกณฑ์ก็ไม่เคร่งครัดตายตัวนัก โดยเฉพาะสีดำนั้น ปัจจุบันอาจใช้สีม่วงแทน และสภาพระสังฆราชแต่ละแห่งอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นตามความจำเป็น และความรู้สึกนึกคิดของแต่ละชาติ

สีขาวสีขาวเป็นสีที่บ่งบอกถึงการผ่านพ้นจากบาป หรือความตายไปสู่ชีวิตใหม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสีที่ใช้ในการล้างบาป และศีลกำลัง เป็นสีที่แสดงถึงความสะอาดบริสุทธิ์จากการได้รับศีลล้างบาปและเป็นสีที่แสดง ถึงความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ด้วย นอกนั้น สีขาวยังใช้ในโอกาสที่มีพิธีศพด้วย จากความคิดในแง่ที่ว่าความตายเป็นการเปิดประตูสู่ชีวิตใหม่ที่แท้จริง เพราะฉะนั้นในสมัยโบราณ ผ้าแพรคลุมหีบศพ และแถบผ้าต่าง ๆ จึงใช้สีขาว บางชาติก็ใช้สีขาวเป็นสีไว้ทุกข์  ( เช่น จีน เป็นต้น )    นอกจากสีขาวธรรมดาแล้ว พระศาสนจักรยังให้ใช้ สีขาวเจิดจ้า (แบบแสงตะวัน) หรือที่เรียกว่าสีเปลวเพลิงได้ด้วย   ซึ่งมักจะออกไปทางสีทอง   หรือสีเหลืองสด เหลืองจัด เพื่อบ่งบอกการไขแสดงของพระเจ้า การประทานพระคุณ หรือพระหรรษทานของพระองค์  ( สีของผู้สมัครรับศีลล้างบาป )   สีของการจำแลงพระวรกายของพระคริสตเจ้า สีของม้าพาหนะของพระคริสตเจ้าผู้ทรงชัย   สีแห่งสันติภาพที่ใช้ธงเป็นสัญลักษณ์     สีที่ใช้แสดงถึงพระบิดา ผู้เป็นแสงสว่างที่มิได้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใด         และเป็นองค์แห่งความจริง   เที่ยงแท้ ที่ประกาศกดาเนียลได้เห็นนิมิตเป็นภาพหมายถึง และยังนำมาสัมพันธ์กับพระบุตรในหนังสือวิวรณ์ แม้ในความหมายของภาษาชาวบ้าน ที่มิใช่ทางพระคัมภีร์ สีขาวก็ยังคงรักษาความหมายของการกลับคืนชีพ หรือปัสกา คือหมายถึงชัยชนะ และความบริสุทธิ์ โดยให้พระสงฆ์ผู้แทนของพระเป็นเจ้าก็ดี ผู้สมัครรับศีลล้างบาปก็ดี ตลอดจนสัตบุรุษ และผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมโต๊ะงานมงคลสมรสนิรันดร ต่างก็สวมเสื้อขาว

ในพิธีกรรม สีขาวใช้ในพิธีทำวัตร และในมิสซาของวันสมโภชปัสกา และในวันพระคริสตสมภพ ในวันฉลอง และระลึกถึงพระเยซูเจ้า ที่มิใช่มหาทรมานของพระองค์ ในวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย สมโภชนักบุญ ยอห์น บัปติสต์ นักบุญยอห์นอัครสาวก  และผู้นิพนธ์พระวรสาร ฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตรอัครสาวก และวันฉลองการกลับใจของนักบุญเปาโล   

สีดำ

สีดำเป็นสีที่ให้ความหมายตรงข้ามกับสีขาว เป็นความมืดมน ซึ่งตรงข้ามกับแสงสว่าง ความชั่วซึ่งตรงข้ามกับความดี ความตายซึ่งตรงข้ามกับการมีชีวิต    มีความหมายไปถึงการปฏิเสธ   หรือการขาดแคลน  อาทิเช่น ความศักดิ์สิทธิ์  ยังหมายถึงการสละโลก  (เสื้อยาวที่นักบวชสวมโดยปกติทั่วไปก็เป็นสีนี้ ยกเว้นเมืองร้อนที่อนุญาตให้ใช้สีขาวแทน) นอกนั้นยังมีความหมายถึงการถูกลงโทษ (การถูกแยก หรือตัดขาดจากแสงสว่างคือพระเป็นเจ้าตลอดนิรันดร)    สมัยโบราณใช้หมายถึง การใช้โทษบาป  (จึงใช้ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า และเทศกาลมหาพรต แต่ต่อมาได้ใช้สีม่วงแทน)  

สีม่วง

สีม่วงเป็นสีผสมเท่า ๆ กันระหว่างฟ้า กับแดง จึงหมายความถึงความรัก (= แดง) ในความสัตย์จริง (= ฟ้า) และความสัตย์จริงในความรัก (= แดง) ซึ่งมาจากพระเป็นเจ้า (= ฟ้า) และเพื่อจะเป็นพยานของความรัก และความสัตย์จริงนี้   พระบุตรผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์   ยอมทนทรมานจนถึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน   เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความทุกข์ปั่นป่วนในจิตใจ จึงเป็นสีแห่งความทุกข์ทรมาน และการใช้โทษบาป พระผู้กอบกู้ในขณะที่ใกล้จะกลับไปหาพระบิดา ในขณะกำลังอยู่ในสภาพทนทุกข์ทรมาน กำลังสวมใส่เสื้อแห่งความทุกข์นี้ (เทศกาลมหาพรต) ยังมีการอธิบายสีม่วงที่แสดงถึงการเป็นทุกข์ใช้โทษบาปอีกทางหนึ่งว่า เป็นสีที่ผสมกันระหว่าง สีดำ (ความตาย ความเจ็บปวด) กับสีแดง (ความรัก) เป็นความทุกข์ทรมานที่รับไว้ด้วยความรัก     และด้วยสินไถ่      การที่หนังสือพระคัมภีร์บางรูปเล่ม ใช้ปกพื้นสีม่วง และตัวหนังสือสีทองนั้น ก็โดยมุ่งแสดงว่า ความสัตย์จริงของพระเจ้า ซึ่งผ่านทางพระวาจาของพระองค์ มักจะผ่านความยากลำบากเสมอ พิธีระลึกถึงผู้ล่วงลับในปัจจุบันที่ให้ใช้สีม่วงแทนสีดำได้นั้น ก็เพื่อจะให้เราระลึกถึงความเชื่อนี้ว่าเขาผู้ล่วงลับได้ผ่านจากความมืดมน หรือความเจ็บปวด ไปสู่ความสว่าง หรือความรักของพระเจ้าแล้วในพิธีกรรมสีม่วงใช้ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า และเทศกาลมหาพรต สีนี้แทนสีดำในมิสซา และพิธีเกี่ยวกับผู้ล่วงลับ 

สีกุหลาบ,สีชมพู

พระศาสนจักรอนุญาตให้ใช้สีนี้แทนสีม่วงในวันอาทิตย์ที่ 3 ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จ (ที่เรียกว่า “อาทิตย์ยินดี” gaudete) และอาทิตย์ที่ 4 ในเทศกาลมหาพรต (ที่เรียกว่า “อาทิตย์ชื่นบาน” laetare) เพื่อแสดงว่า แม้จะอยู่ในเทศกาลแห่งความทุกข์โศก และใช้โทษบาป ก็ยังมีความยินดีอยู่บ้าง เพราะวันแห่งการฉลองพระคริสตสมภพ   หรือปัสกาใกล้เข้ามาแล้ว    สีกุหลาบ   หรือชมพู    ก็เป็นสีที่สดกว่าสีม่วง จึงแสดงถึงความหมายนี้ได้ดี อย่างไรก็ตามสีนี้ไม่ได้บังคับให้ใช้ 

สีเขียว

เป็นสีผสมของสีเหลืองกับสีฟ้า สีเหลืองหรือทอง หมายถึงนิรันดรภาพ และความเชื่อ ปรีชาญาณ และความรุ่งโรจน์ ส่วนสีฟ้าเป็นสีของพระเป็นเจ้า พระบิดา หมายถึง ความสัตย์จริงที่แสดงออกทางลมปราณของพระเจ้า หรือพระจิตเจ้า สีแห่งความไม่รู้ตาย และความกระหายของมนุษย์ที่จะได้ชีวิตเหนือธรรมชาติ และเป็นอมตะ สีเขียวที่ผสมจาก 2 สีนี้ จึงมีความหมายถึงการสร้างโลกที่เกิดจากพระปรีชาญาณ โดยการให้ลมปราณของพระจิตเจ้าเป็นสีที่แสดงถึงน้ำ และการฟื้นฟูชีวิต หญ้าเขียวขจี สมัยโบราณเสื้อสวมบอกอาชีพการงานของหมอ และเภสัชกรคือ สีเขียว โดยปรกติสีเขียว หมายถึงคุณธรรมแห่งความหวัง (แม้ว่าในสมัยหนึ่งจะหมายถึง ความเชื่อ ส่วนความหวังใช้สีฟ้า) เปรียบประดุจโอเอซิสในทะเลทราย ที่ผู้เดินทางจะพบความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ และหญ้า เป็นสีที่เปรียบเหมือน “ทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะนิรันดรในสวรรค์” เกลียวเชือกสีเขียวที่ผูกรอบหมวกดำปีกกว้าง  หรือที่ใช้สวมแทนสายสร้อยโลหะรอบคอพระสังฆราชนั้น มุ่งให้คิดถึงภาพการเป็นผู้เลี้ยง ( แกะ หรือสัตบุรุษ ) ที่ดีของท่าน คือ นำแกะไปยังทุ่งหญ้าสีเขียวชอุ่ม “ บนพระบัลลังก์ของพระเจ้ามีท่านผู้หนึ่งประทับอยู่ ปรากฏประดุจแก้วมณีโชติช่วง และแก้วทับทิม และมีรุ้งล้อมรอบพระที่นั่งนั้นดูประหนึ่งเป็นแก้วมรกต ” (วว 14:3) นำความคิดไปสู่ภาพของการที่มนุษย์ผู้เป็นสัตว์โลก พบพระเจ้าที่ตนรู้จักด้วยความสงบสันติ

นอกนั้น สีเขียว ยังหมายถึงชีวิตแห่งพระหรรษทาน และการได้รับพระคุณแห่งความรอดจากการกอบกู้มนุษย์ของพระองค์

ในพิธีกรรมใช้สีเขียวในพิธีทำวัตร และมิสซาเทศกาลธรรมดาตลอดปี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s