ห้าสิบความรู้เคียงคู่สายประคำ

ห้าสิบความรู้เคียงคู่สายประคำ

ขอขอบคุณ บทความที่เป็นประโยชน์จากวัดแม่พระฟาติมา

     ขอทักทายท่านผู้อ่านว่า เพื่อความสะดวกของท่าน ท่านจะได้อ่านบทความนี้ในลักษณะที่มีโครงสร้างที่ดูซื่อๆง่ายๆตรงไปตรงมา คือนำเสนอ 50 ข้อควรรู้เกี่ยวกับลูกประคำ  เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนบทวันทามารีย์ 50 บท หรือ 5 ทศ ในสายประคำแต่ละสาย  จุดประสงค์เพื่อร้อยเป็นมาลัยถวายพระแม่ในโอกาสเดือนแม่พระปีนี้ครับ

  1. จุดเริ่มต้นการสวดลูกประคำ เกิดขึ้นเมื่อคริสตังโดยเฉพาะนักบวชไม่สามารถท่องจำหรืออ่านบทสดุดี 150 บทของกษัตริย์เดวิดในเวลาอันจำกัดได้  จึงใช้วิธีสวดบทข้าแต่พระบิดา 150 บทเป็นการทดแทน
  2. ยิ่งไปกว่านั้นการสวดบทข้าแต่พระบิดา หรือต่อมาเปลี่ยนเป็นวันทามารีย์ ยังง่ายสำหรับคริสตังที่ไม่ได้มีความรู้สูง เพื่อให้พวกนี้มีโอกาสถวายพรพระเป็นเจ้า โดยมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับการอ่านบทสดุดี ซึ่งบางทีต้องตีความซับซ้อนนั่นเอง
  3. นักบุญดอมินิค แห่งเมืองออสมา สเปน(1170-1221) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคณะนักบวชดอมินิกัน ได้เริ่มเผยแพร่การสวดลูกประคำเป็นคนแรก ตำนานกล่าวว่าระหว่างที่นักบุญดอมินิกทำงานแพร่ศาสนาให้กับชาวอัลบีเจนส์(Albigensians)ในฝรั่งเศสตามคำสั่งของพระสันตะปาปาอินโนเซ้นที่ 3 นั้น ท่านได้รับความลำบากเป็นอย่างมากจากการต่อต้านของพวกเฮเรติ๊ก (Heretic)ที่มีความเชื่อแตกต่างออกไป ท่านจึงไปเก็บตัวภาวนาอ้อนวอนพระเจ้าให้คนกลุ่มนี้กลับใจ ตำนานอ้างว่าในปี 1208 (บางแหล่งว่า 1214) ที่วัด Prouille ท่านได้เห็นพระแม่มารีย์มาปรากฏตัว [บางแหล่งว่าเป็นนิมิต(vision) แต่บางแหล่งว่าเป็นการประจักษ์ (apparition)] แม่พระได้ประทานสายประคำแก่ท่าน และกำชับว่าการเผยแพร่การสวดสายประคำนี้จะทำให้คนบาปและ คนหลงผิดหรือเฮเรติ๊กกลับใจ เมื่อท่านปฏิบัติตามปรากฏว่าการแพร่ธรรมของท่านประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้การสวดสายประคำเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มชาวคาทอลิกมาจนปัจจุบัน  อย่างไรก็ตามการที่ท่านรับสายประคำจากพระหัตถ์แม่พระในเหตุการณ์ครั้งแรกนี้หรือไม่นั้นไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน  แต่ประเด็นนี้ไม่ใช่แก่นแท้ที่สำคัญนัก ข้อสำคัญคือการที่แม่พระแนะนำท่านให้ใช้สายประคำนั้นได้รับการยืนยันจากสมเด็จพระสันตะปาปาถึง 13 องค์โดยเฉพาะพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ซึ่งทรงย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า       
                                                                                
                                            
                                            
  4. นักบุญหลุยส์ มารี กรียอง เดอ มงฟอร์ต แห่งคณะเซนต์คาเบรียลเขียนเล่าไว้ว่าเหตุการณ์ครั้งแรกเกี่ยวกับสายประคำ เกิดขึ้นขณะที่นักบุญดอมินิคท้อแท้กับการโน้มน้าวให้พวกเฮเรติ๊กกลับใจ  ท่านหลบเข้าไปในป่าใกล้เมืองทูลูส (ไม่ไกลจากเมืองลูร์ดนัก)  ท่านภาวนาสามวันสามคืน ร้องไห้และทรมานกายขอชดเชยบาปให้พวกเฮเรติ๊ก  เพื่อให้พระเป็นเจ้าปรานีพวกนั้น  ผลก็คือท่านหมดแรงและมีอาการโคม่า  ณ จุดนี้ท่านเกิดนิมิตเห็นแม่พระมาปรากฏพร้อมกับเทวดาสามองค์ (ในภาพวาดมีมากกว่าสาม) และแม่พระสอนให้ท่านต่อสู้กับพวกเฮเรติ๊ก หรือคนหลงผิดไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนา โดยการเผยแพร่การสวดสายประคำให้ชาวโลกรู้จัก
  5. หลังเหตุการณ์นี้ ท่านเทศน์แนะนำการใช้สายประคำอย่างกระตือรือร้น และสวดเป็นตัวอย่างให้คนรอบข้างเห็น  ผู้คนทั้งที่มีความรู้สูงและไร้การศึกษาหลั่งไหลมาฟังท่านเทศน์  โดยท่านสวดลูกประคำก่อนเทศน์ทุกครั้ง และทันทีที่เทศน์เสร็จท่านก็จะไปที่รูปแม่พระเพื่อสนทนากับพระแม่   วันหนึ่งก่อนเทศน์ที่วิหาร Notre Dame กรุงปารีสในโอกาสฉลองนักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร นักบุญดอมินิคไปที่วัดน้อยหลังพระแท่นใหญ่เพื่อสวดลูกประคำและขอพรพระเช่นที่เคยทำมาตลอด  ช่วงนั้นแม่พระประจักษ์มาและตรัสว่า “ดอมินิค แม้ลูกจะเตรียมเทศน์อย่างดี แต่แม่มีบทเทศน์ที่ดีกว่ามาเสนอให้ลูก”  ท่านนักบุญรับหนังสือที่แม่พระมอบให้มาเปิดดู และท่องจำข้อความอย่างดี  พอได้เวลาท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ โดยไม่ได้เอ่ยถึงนักบุญยอห์นที่ฉลองในวันนั้น แต่กลับสอนวิธีสวดบทวันทามารีย์ในลักษณะที่ดูเรียบง่ายเหมือนสอนเด็กสวด ทั้งๆที่มีนักเทวศาสตร์และบุคคลสำคัญมาร่วมฟังเทศน์มากมาย โดยเน้นเนื้อหาในหนังสือที่แม่พระมอบให้ท่าน  ตามประวัติของท่านนั้น ท่านยังได้เห็นการประจักษ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งตรัสแก่ท่านว่า พระองค์พอพระทัยที่ท่านเทศน์อย่างซื่อๆ แทนที่จะเทศน์โดยใช้ศัพท์สูงที่มุ่งจะให้ถูกใจนักวิจารณ์
  6. นักบุญมงฟอร์ตตั้งข้อสังเกตว่า สมัยนักบุญดอมินิค นักเทศน์ชอบใช้เสียงดังปานฟ้าผ่า เพื่อใส่อารมณ์ต่อต้านการทำบาปหนักชนิดต่างๆ  แต่ที่จริงบรรดานักเทศน์ฝีปากกล้าเหล่านั้นลืมไปว่า ก่อนให้ยาแรงแก่คนที่ป่วยหนัก ควรมีการปรับจิตใจคนป่วยก่อน  ซึ่งตีความได้ว่าก่อนสอนให้คนบาปหนากลับใจ ควรสอนให้สวดลูกประคำก่อน เพราะเมื่อพระเป็นเจ้าได้ยินการสวดลูกประคำ พระองค์จะไม่ปฏิเสธคำวอนขอพระเมตตาให้ยกบาปแน่ๆ
  7. ด้วยเหตุนี้เองจึงนิยมสวดลูกประคำก่อนทำพิธีมิสซา  เพื่อให้การร่วมบูชาขอบพระคุณได้ผลมากขึ้น  
  8. ช่วงนักบุญดอมินิคนี้เองจึงมีการเปลี่ยนมาสวดบทวันทามารีย์แทนบทข้าแต่พระบิดา โดยใช้สายประคำเป็นเครื่องมือประกอบการสวดที่เป็นระบบขึ้น  การนับเม็ดลูกประคำจะทำให้รู้ว่าสวดถึงช่วงไหนแล้ว และน่าจะรำพึงอะไรในแต่ละช่วง
  9. นักบุญหลุยส์มารี เดอ มงฟอร์ตรักการสวดลูกประคำมาก และได้เขียนหนังสือชื่อ Secret of the Rosary แนะนำวิธีสวดด้วย เช่น เมื่อท่านเห็นบางคนสวดเร็วมาก ท่านก็แนะนำว่า ให้ทิ้งจังหวะเมื่อจะสวดบทต่อไป และระหว่างข้อความในบทสวดก็ควรหยุดนิดๆเพื่อคิดในสิ่งที่สวดด้วย  ในทำนองเดียวกันนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูแนะนำว่า ถ้าสวดมากๆไม่ได้ ก็สวดน้อยๆแต่ต้องสวดอย่างตั้งใจ และพิจารณาความหมายของบทสวดด้วย
  10. บทสวด 150 บท แบ่งออกเป็น 15ทศ เพราะคำว่าทศหมายถึงสิบ  และมีการแยกออกเป็นสายประคำ 3 สาย แต่ละสายมี 50 เม็ดหรือ 5 ทศ  นักบวชบางคณะจึงทำสายประคำยาวๆคาดเอว ซึ่งดีกว่าจะพกใส่กระเป๋า เพื่อจะได้พร้อมสวดเมื่อต้องการ  และการเห็นสายประคำถนัดตา ย่อมเป็นเครื่องเตือนใจให้สวด 
  11. ในช่วง 4 ศตวรรษต่อมา มีการรำพึงเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูเจ้าและแม่พระสำหรับแต่ละทศ  ราวปี 1600 มีการระบุข้อรำพึงครบทุกทศเป็นระบบเดียวกัน
  12. คำว่า Rosary มาจากคำ Mystical Rose หรือดอกกุหลาบมหัศจรรย์  การที่เลือกดอกกุหลาบเพราะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นราชินีของบรรดาดอกไม้
  13. สำหรับสีดอกกุหลาบนั้น สมัยแรกมักเปรียบเทียบว่าใช้ดอกกุหลาบขาวหมายถึงการสวดวันทามารีย์ สลับกับสีแดงเมื่อสวดบทข้าแต่พระบิดา
  14. เมื่อสวดครบ 15 ทศ หรือ 3 สาย เหมือนกับการถวายดอกไม้มหัศจรรย์ช่อใหญ่ให้แม่พระ
  15. แต่ถ้าสวด 5 ทศหรือสายเดียว ฝรั่งเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการเอาดอกกุหลายมาสานกันเป็นมงกุฎถวายแด่แม่พระ และเรียกว่าCoronaที่แปลว่ามงกุฎ
  16. คนไทยเราที่สวดลูกประคำสายเดียว น่าจะเทียบว่าถวายพวงมาลัยแด่แม่พระ เพราะสายประคำมีลักษณะเหมือนพวงมาลัย หรือGarland
  17. ต่อมาไม่ว่าจะสวดสายเดียวหรือสามสาย ก็เรียกว่า Rosary เหมือนกัน
  18. ที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตั๊กกี้ มีอาสาสมัครผลิตลูกประคำชื่อ Our Lady’s Rosary Makers ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งในอเมริกาและประเทศอื่นรวมแล้วประมาณ 17000 คน ช่วยกันทำสายประคำปีละประมาณ 7 ล้านสาย เพื่อแจกไปทั่วโลก  ผู้ก่อตั้งกลุ่มคือภราดาซิลแวน แมตติ้งลี่ (Sylvan Mattingly) ซึ่งศรัทธาต่อแม่พระฟาติมา ได้ตั้งกลุ่มที่โรงเรียนมัธยมนักบุญซาเวียร์ในปี 1949 ทีแรกใช้ชื่อกลุ่มว่า Our Lady of Fatima Rosary Making Club แต่ต่อมาใช้ชื่อแม่พระแบบรวมๆคือ Our Lady’s Rosary Makers.
  19. ที่กรุงโรมมีร้านขายศาสนภัณฑ์ที่น่าแวะอุดหนุน เพราะของดี มีมาก ราคาถูก ร้านนี้ชื่อโซปรานี่ (SOPRANI) ถ้าเริ่มที่หน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร  ให้เดินไปทางซ้าย โดยใช้ถนนที่มุ่งไปพิพิธภัณฑ์โรม  เดินไปสักห้านาทีแล้วเลี้ยวขวา จะเจอถนน Mascherino ร้านอยู่เลขที่ 29  อยากรู้รายละเอียดเข้า google แล้วพิมพ์ Soprani เป็นอันเรียบร้อย  ร้านนี้นักบวชไทยและต่างชาติชอบไปซื้อสายประคำและรูปพระมาก
  20. พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 (อยู่ในตำแหน่งระหว่าง1878-1903) ทรงได้รับฉายาว่าสันตะปาปาแห่งลูกประคำ (Rosary Pope) เพราะออกสมณสาสน์เกี่ยวกับการสวดลูกประคำมากมาย (12 Encyclicals และ 5 Apostolic Letters)
  21. สันตะปาปาเลโอที่ 13 ยังทรงสนับสนุนให้เดือนตุลาคมเป็นเดือนแม่พระ โดยให้สวดลูกประคำทุกวันในเดือนนี้  นอกจากนี้ในปี 1883 ยังเพิ่มคำว่า “ราชินีแห่งสายประคำศักดิ์สิทธิ์”ในบทเร้าวิงวอนแม่พระด้วย  พระองค์เน้นว่า โดยทางแม่พระ มนุษย์จะเข้าถึงพระเยซูเจ้า (Per Mariam ad Christum)ซึ่งจะนำไปสู่พระบิดาและพระจิตโดยอัตโนมัติ
  22. หลักการดังกล่าวเป็นรากฐานให้กับงานเขียนของนักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต และเป็นพื้นฐานให้กับวิชามารีย์ศาสตร์ หรือ Mariology
  23. ในเดือนแม่พระหรือวันที่ 16 ตุลาคมปี 2002 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ทรงเพิ่มสายที่ 4 และเพิ่มข้อรำพึงเข้ามาด้วย  โดยเรียกว่า Luminous Mysteries หรือ Light ซึ่งมีเน้นให้รำพึงเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูเจ้าในแง่ที่เป็นแสงสว่างส่องจิตใจมนุษย์ 
  24. ในสมณสาสน์เกี่ยวกับสายประคำของพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล หรือ Rosarium Virginis Mariae พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ทรงระบุว่าการใช้ข้อรำพึงชุดใหม่นี้ไม่ใช่เป็นกฤษฎีกาที่บังคับให้ปฏิบัติตาม แต่เป็นแค่การเชิญชวนหรือแนะนำให้ทำมากกว่า
  25. การที่ใช้คำว่าเชิญชวน เพราะมีหลายคนเล่นแง่ว่า การสวด 150 เม็ด เป็นการทดแทนการอ่านบทสดุดีที่กษัตริย์เดวิดทรงแต่งไว้ ซึ่งมี 150 ข้อ  ดังนั้นถ้าเพิ่มเป็นสวด 200 เม็ดตามคำแนะนำของพระสันตะปาปา จะไปขัดกับจำนวนบทสดุดี  อีกประการหนึ่งคือแม่พระเป็นผู้กำหนดให้สวด 150 เม็ด  ดังนั้นแม้จะเป็นสันตะปาปา ก็ไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนคำสั่งของแม่พระ นับว่าเป็นความเห็นที่แย้งกันแรงๆทีเดียว  แต่ถ้าจะพิจารณาดีๆ การสวดแบบ 150 เม็ดนั้น ที่จริงยังมีการสวดวันทามารีย์เพิ่มอีก 9 บท คือสายละสามบทจำนวนสามสาย  ทำให้กลายเป็น 159 บท เกินจำนวนบทสดุดี 150 บทชัดๆ  แต่ฝ่ายที่โจมตีพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2ไม่ได้เอ่ยถึง  สรุปคือแทนที่จะมัวขัดแย้งกัน ก็น่าจะมาร่วมกันสวดลูกประคำจะดีกว่า 
  26. อันที่จริงการกำหนดข้อรำพึงเพิ่มนั้นมีในหลายกลุ่มดำเนินการมานานแล้ว เช่นก่อนทศวรรษที่ 20 (1920-29) ประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมันบางแห่งมีข้อรำพึงชุดที่ 5 ด้วยซ้ำไป โดยเรียกว่ารหัสธรรมเกี่ยวกับการบรรเทาใจ (Comforting Mysteries) ซึ่งมีการรำพึงถึงการที่พระเยซูเจ้าเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล  แต่การสวดแบบนี้ไม่แพร่หลายในประเทศอื่น
  27. อย่างไรก็ตามเนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2  มาจากโปแลนด์ ซึ่งติดกับเยอรมัน น่าจะเห็นการกำหนดข้อรำพึงเพิ่มแบบดังกล่าว จึงทรงเสนอให้มีการรำพึงสำหรับสายประคำที่ 4 ตามที่ปรากฏ
  28. ถ้าสวดวันละสายเดียว มักรำพึงตามนี้คือ  1) JOYFUL: จันทร์ และเสาร์  2) SORROWFUL: อังคาร และศุกร์  3) GLORIUS: พุธ และอาทิตย์  4) LUMINOUS: พฤหัส
  29. เพื่อช่วยให้รำพึงได้สะดวก ผู้สวดลูกประคำอาจดูภาพประกอบ ซึ่งหาได้ตามวัดต่างๆ

                           

  1. ผู้สวดอาจรำพึงตามเนื้อหาของหัวข้อย่อยในลักษณะ เม็ดต่อเม็ด (bead by bead) หรือ ทศต่อทศ (decade by decade) ก็ได้
  2. การสวดสายประคำ ไม่ใช่หน้าที่ซึ่งบังคับคาทอลิกต้องทำ แต่เป็นกิจกรรมที่ควรทำ  เป็นเป็นโอกาสใช้เวลาคิดถึงภารกิจของพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์ และเป็นการขออภัยโทษพระแทนคนบาปทั้งหลาย
  3. เมื่อแม่พระประจักษ์มากับบุคลต่างๆ แม่พระมักย้ำให้ผู้ที่เห็นพระนางไปบอกคนอื่นให้สวดลูกประคำมากๆ  เพื่อช่วยให้มนุษย์พ้นการถูกพระเป็นเจ้าลงโทษ
  4. การที่พระสงฆ์บางองค์บอกให้ผู้ที่มาขอแก้บาปสวดลูกประคำ ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นวิธีใช้การสวดสายประคำเพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้จิตใจ และเพื่อรับพระพรหลังจากการสารภาพบาป 
  5. มีหลายคนโจมตีว่าเป็นการให้เกียรติแม่พระที่เป็นแค่มนุษย์มากไป  และบางทีออกจะมากกว่าพระเป็นเจ้าด้วยซ้ำไป  แต่ถ้าพิจารณาบทสวดแล้ว จะพบว่ามีการถวายเกียรติพระตรีเอกภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย  และยังเป็นการระลึกถึงบุคคลหลายฝ่าย ทั้งที่อยู่บนสวรรค์และบนแผ่นดิน  เป็นการรวมข้อความเชื่อของคาทอลิกหลายประการในการสวดลูกประคำ
  6. การสวดลูกประตำเป็นที่นิยมในกลุ่มคาทอลิก ลูเธอรัน แองกลิกัน  อย่างไรก็ตามพวกแบปติส และแพรสบีเทเรี่ยน ไม่ยอมรับวิธีการสวดลูกประคำ
  7.  เรื่องการถวายเกียรติแม่พระในการสวดลูกประคำนั้นใครๆก็เห็นได้ชัดเจน  แต่การเอ่ยถึงเรื่องอื่น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้านั้นมีมากมาย  ให้เรามาลองพิจารณากันดังนี้
  8.   เมื่อเริ่มสวด มีการทำ “เดชะพระนาม…” ตรงนี้กำลังขอพระตรีเอกภาพอย่างชัดเจน เพื่อให้อวยพรการสวดสายประคำที่จะตามมา
  9.   การสวดบท “ข้าพเจ้าเชื่อ” เป็นการยืนยันความเชื่อถึงพระตรีเอกภาพ เชื่อในความเป็นสากลของพระศาสนจักร เชื่อว่ามีการเชื่อมโยงกันของสหพันธ์นักบุญซึ่งมีความผูกพันระหว่างชาวสวรรค์กับชาวโลกและกับผู้ที่รอเข้าสวรรค์  เชื่อในพระเมตตาของพระเจ้าในการยกบาป  และเชื่อในพระยุติธรรมของพระเจ้าในการพิพากษามนุษย์โดยรวมคนทุกยุคพร้อมๆกัน  นั่นคือการสวดบทนี้มีการสรรเสริญบุคคลหลายฝ่าย ที่ไม่ใช่แม่พระอย่างเดียว 
  10. เมื่อเริ่มสวดลูกประคำเม็ดใหญ่เม็ดแรก มีการใช้บท “ข้าแต่พระบิดา” ซึ่งเป็นการสรรเสริญ และขอพรพระบิดาโดยตรงรวมทั้งมีการแสดงความตั้งใจในการยกโทษให้คนอื่น ซึ่งบทสวดนี้ ไม่ได้เน้นที่แม่พระ 
  11. การสวดบทวันทามารีย์ 3 บทแรกเพื่อเพิ่มความเชื่อ (faith) ความหวัง (hope) และความใจบุญในการแผ่เมตตาให้ผู้อื่น (charity) 
  12. บท “พระสิริรุ่งโรจน์” เป็นการถวายพระพรแด่พระตรีเอกภาพตรงๆ
  13. บทภาวนาแห่งฟาติมา (13 กรกฎาคม 1917) “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดอภัยโทษบาปของลูก โปรดช่วยลูกให้พ้นขุมไฟนรก และโปรดนำวิญญาณทั้งหลายเข้าสู่สวรรค์ โดยเฉพาะวิญญาณที่ต้องการพระเมตตามากที่สุด” ตรงนี้ก็เอ่ยขอพระเมตตาจากพระเยซูเจ้าตรงๆ โดยผู้สวดแผ่เมตตาให้วิญญาณผู้ล่วงลับด้วย
  14. จากนั้นมีการเอ่ยถึงข้อรำพึงประจำสิบเม็ดแรก หรือทศแรก ตรงนี้เป็นการระลึกถึงชีวประวัติพระเยซูเจ้า และบางครั้งก็ระลึกถึงประวัติแม่พระสลับไปบ้าง  ตามด้วยการสวดบท “ข้าแต่พระบิดา” เมื่อขยับมาถึงลูกประคำเม็ดใหญ่ประจำทศหรือสิบเม็ดแรก
  15. แม้จะมีการสวดบทวันทามารีย์ถึง 10 บท  แต่ในบทสวดนี้ก็มีการระลึกถึงบุคคลอื่นนอกจากแม่พระด้วย  นั่นคือเมื่อสวดว่า “วันทามารีย์ เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน พระเจ้าสถิตกับท่าน” แสดงว่า พระตรีเอกภาพพอพระทัยพระนางที่ถวายตัวในพระวิหาร  พระองค์สถิตกับพระนางที่หมั่นถวายพระพรแด่พระองค์  การทำหน้าที่แบบเรียบง่ายแต่จริงจังเสมอต้นเสมอปลายเช่นนี้ มีความสำคัญในสายพระเนตรของพระองค์  พระองค์ไม่ได้มองข้ามน้ำใจในการกระทำซื่อๆธรรมดาเช่นนี้  จุดนี้ทำให้เทวดาคาเบรียลที่มาพบพระนาง แสดงความคารวะพระนางแม้พระนางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาและชมว่าพระนางได้รับพระพรมากกว่าสตรีใดๆ  นอกจากนี้คำว่า “พระเยซูโอรสของท่าน ทรงได้รับพระพรยิ่งนัก” ก็เป็นการสรรเสริญพระเยซูตรงๆและเต็มๆ ว่าเสียสละลงจากสวรรค์มารับทรมานเพื่อไถ่บาปมนุษย์  ส่วนคำว่า “สันตะมารีย์” ซึ่งมาจากคำ Sancta Maria ที่น่าจะแปลว่า “พระนางมารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์”นั้นสื่อถึงพระเมตตาของพระเป็นเจ้าที่เลือกให้พระนางเป็นพระมารดาพระเยซูเจ้า เพราะความศักดิ์สิทธิ์จากการปฏิบัติตนเรียบง่าย สุภาพและสม่ำเสมอของพระนาง  และท้ายที่สุด ในคำ “โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป” ก็แสดงถึงพระเมตตาของพระเป็นเจ้าที่จะทรงอภัยบาปให้พวกเรา เมื่อพระนางทูลขอ  ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้ หรือขยายผลไปถึงตอนที่เราใกล้ตาย อันเป็นช่วงรอยต่อสำคัญว่าจะได้ไปอยู่กับพระเป็นเจ้าหรือไปรับโทษในนรกนั่นเอง  พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ในบทสวด “วันทามารีย์” มีหลายต่อหลายจุดที่เน้นถึงบทบาทของพระตรีเอกภาพ ที่หลายคนคนอาจไม่ได้นึก โดยเฉพาะผู้ที่โจมตีการสวดสายประคำของพวกคาทอลิกว่าให้ความสำคัญต่อแม่พระมากเกินไป   
  16. ถัดจากสวด 10 เม็ดแรกแล้ว ท่านผู้อ่านรู้ดีนะครับว่า ขั้นตอนต่างๆคล้ายกันจบครบ 5 ทศ
  17. ในช่วงหลังๆนี้ มีความนิยมเอ่ยถึงจุดประสงค์ต่างๆก่อนการสวดแต่ละสิบเม็ดด้วย เช่น เพื่อสันติภาพในโลก เพื่อการหายป่วยของบางคน  เพื่อการกลับใจของคนนั้นคนนี้ ส่วนจะได้ผลช้าหรือเร็วหรือไม่ได้ผลตามที่ขอตรงๆแต่ไปได้ผลอื่นแทน ก็สุดแล้วแต่น้ำพระทัยพระเป็นเจ้า  โดยผู้สวดไม่ได้กดดันให้พระองค์ประทานให้ครบตามที่ขอ  เป็นการเลียนแบบการภาวนาของพระเยซูเจ้า ที่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยพระบิดา
  18. การสวดสายประคำทำได้ง่ายๆ และได้ผลในการเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้สวด จึงเป็นกิจกรรมสำคัญของบรรดาผู้ที่ได้เป็นนักบุญ  โดยเฉพาะคุณพ่อปีโอ (1887-1968) หรือนักบุญปาเดร ปีโอ (Padre Pio) ชื่อเดิมของท่านคือ ฟรานเชสโก้ ฟอร์จิโอเน่ (Francesco Forgione)  แต่คนมาเรียกว่า ปีโอ หรือ Pio ซึ่งแปลว่าศักดิ์สิทธิ์เมื่อท่านมาเป็นพระสงฆ์คณะคาปูชิน และเกิดมีรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเยซูเจ้า  ส่วนคำว่าคาปูชิน อย่าคิดว่าเป็นชื่อกาแฟนะครับ  เพราะ capuchin มาจากคำ caput แปลว่า “หัว” ดังนั้นจึงแปลว่า “hood” หรือส่วนที่อยู่ต่อจากคอเสื้อที่เอาไว้คลุมหัวเวลาหนาวหรือเวลาฝนตก  นั่นคือนักบวชคณะคาปูชิน คือผู้ที่ใส่เสื้อยาวที่มี hood หรือที่คลุมหัวนั่นเอง

                                               

รูปปั้นคุณพ่อปีโอที่โรม  มีสายประคำที่มือด้วย 

  1. ถ้าสังเกตให้ดี  แม่พระมักประจักษ์แก่นักบุญที่ชอบสวดสายประคำ  เช่น แบร์นาแด็ตที่ลูร์ด  เด็กเลี้ยงแกะสามคนที่ฟาติมา  ตามประวัติพวกนี้เป็นคนธรรมดามากๆ แถมยังจนอีกต่างหาก แต่กลับกลายเป็นนักบุญสำคัญ โดยการสวดลูกประคำทีละน้อยๆ เพราะการมีนิสัยดีเกิดจากการเริ่มทำดีทีละนิดนั่นเอง  ซึ่งใครๆก็น่าจะทำได้ไม่ว่ารวยหรือจน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ซึ่งจะดูถูกกันไม่ได้ เพราะคนที่ลักษณะภายนอกดูแย่ แต่อาจสวดลูกประคำได้แยะก็ได้  นิสัยแบบนี้ต้องมีการเริ่มทำ  ถ้ายังเคอะเขิน ก็แอบสวดได้นี่ครับ  ใหม่ๆก็ไม่ต้องใช้สายประคำหรอก  อ้าปากเอ่ยคำว่า วันทามารีย์ และแม่พระก็จะช่วยให้เราสวดได้จนครบบทแรก  เริ่มทีละน้อย อย่ากดดันตัวเองมากไปครับ  ถ้าใครรู้สึกว่าบาปหนา ก็ควรลองแอบสวดดูนะครับ  สวดในใจนี่แหละ ไม่มีใครมาล้อเลียนหรอกครับ
  2. สิ่งที่คู่กับสายประคำคือ “เสื้อจำพวก” ซึ่งมอบให้ผู้รื้อฟื้นคำปฏิญาณการรับศีลล้างบาปอย่างสง่า (สมัยก่อนเรียกว่า “ศีลสง่า”)  ที่ว่าคู่กันเพราะในวันที่แม่พระประจักษ์ที่ฟาติมาครั้งสุดท้ายในวันที่ 13 ตุลาคม 1917 นั้นพระนางถือสายประคำในพระหัตถ์ข้างหนึ่ง และทรงถือเสื้อจำพวกในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่ง  นอกจากนี้ในการประจักษ์ที่ปอนเตเวดรา (Pontevedra)ประเทศสเปนในปี1925 พระแม่ทรงแนะนำให้สวดลูกประคำพร้อมกับคล้องเสื้อจำพวกไว้ที่คอด้วย  การที่เรียกว่าเสื้อจำพวก เพราะทำจากเศษผ้าหนาๆจากเสื้อหรือเครื่องแบบสีน้ำตาลของฤาษี  โดยผู้สวมจะพยายามรักษาจิตตารมณ์ของพวกฤาษี  ส่วนการที่บางท่านเรียกว่า “สายจำพวก” ก็น่าจะเป็นเพราะมีสายเชือกคล้องคอนั่นเอง

                                                  

สายประคำและเสื้อจำพวก(scapular)

 

  50. ท้ายที่สุดขอจบบทความนี้ด้วยการอ้างพระดำรัสของแม่พระที่ฟาติมาที่พระนางเอ่ยว่า 

Say the Rosary every day…
Pray, pray a lot and offer sacrifices for sinners…
I’m Our Lady of the Rosary.
Only I will be able to help you.
…In the end My Immaculate Heart will triumph.”

 

ขอให้ลูกแม่สวดลูกประคำทุกวัน
สวด สวดมากๆ และอุทิศให้คนบาป

แม่คือแม่พระลูกประคำ
แม่เท่านั้นที่สามารถช่วยลูกได้

 เมื่อถึงที่สุดแล้ว หัวใจที่บริสุทธิ์ของแม่จะมีชัยชนะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s