สักการสถาน

สักการสถาน (Sanctuary)

สักการสถานควรออกแบบให้แยกส่วนจากส่วนของสัตบุรุษ โดยอาศัยการต่างระดับหรืออาศัยโครงสร้างพิเศษและการตกแต่ง เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นพิธีที่กำลังดำเนินไปได้ชัดเจน สักการสถานควรมีความกว้างขวางเพียงพอ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบพิธีและผู้ช่วยพิธีสามารถทำหน้าที่ได้โดยสะดวก (เทียบ I.G. 258) องค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ สำหรับการฉลองพิธีขอบพระคุณ (บูชามิสซา) คือ

ก. พระแท่นบูชา (Altar)
ข. ธรรมาสน์ (Ambo)
ค. ที่นั่งของประธานในพิธี (Presidential Chair)

ก. พระแท่นบูชา (Altar)

พระแท่นบูชาคือสถานที่ที่การบูชาของพระคริสตเจ้าได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ ภายใต้เครื่องหมายของศีลศักดิ์สิทธิ์ พระแท่นยังเป็นโต๊ะอาหารขององค์พระเจ้า ที่ซึ่งประชากรของพระได้รับเรียกให้มาร่วมกันรอบโต๊ะนี้ พระแท่นจึงเป็นศูนย์กลางของพิธีบูชาขอบพระคุณ (เทียบ I.G. 259) พระแท่นจึงควรออกแบบและใช้วัสดุในการก่อสร้างให้มีสกุลมากที่สุด งดงามที่สุด เป็นโต๊ะกลางของที่ชุมนุมผู้มีความเชื่อ เป็นสัญลักษณ์ถึงองค์พระคริสตเจ้า บนพระแท่นนี้ เครื่องบูชาซึ่งก็เป็นเครื่องหมายถึงองค์พระคริสตเจ้า จะถูกนำมาวางไว้ และประธานในพิธีซึ่งจะยืนอยู่หน้าพระแท่นนี้ ในฐานะเป็นตัวแทนขององค์พระคริสตเจ้าเอง (in persona Christi) จะทำการถวายบูชา ดังนั้น พระแท่นจึงไม่ใช่จะใช้โต๊ะอะไรก็ได้

พระแท่น มีประโยชน์ใช้สอยทางสถาปัตยกรรมในฐานะเป็น “องค์ประกอบสำคัญในการประกอบพิธีกรรม” และไม่ใช่เป็นเพียง “เครื่องประดับตกแต่งอาคาร” อย่างหนึ่งเท่านั้น น่าเสียดายที่วัดอีกจำนวนมากอยู่ในสภาพที่พระแท่นยังคงมีลักษณะไม่สอดคล้อง ตามกฎเกณฑ์ทางพิธีกรรม (เทียบ. I.G. 259-267) ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่ว่าทำไมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเหล่านั้น กลับกลายเป็นเครื่องประดับตกแต่ง มากกว่าเป็นองค์ประกอบหลักที่มีประโยชน์ใช้สอยทางพิธีกรรม และแม้ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับตกแต่งอาคาร ก็ยังมีคุณภาพต่ำ ทั้งทางด้านประโยชน์ใช้สอย ความงามและสภาพการเป็นสัญลักษณ์ทางพิธีกรรมด้วย

ประโยชน์ใช้สอยของพระแท่นทางสถาปัตยกรรม คือ เป็น “โต๊ะ” ตัวหนึ่ง คำว่า “พระแท่น” (altar) และคำว่า “โต๊ะ” (mensa) ทั้ง 2 คำถูกใช้ผสมผสานกลมกลืนกันไป เพราะใช้หมายถึงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชิ้นเดียวกัน แต่เน้นความหมายทางสัญลักษณ์ 2 อย่างแตกต่างกัน

ปรกติ พระศาสนจักรใช้คำว่า “พระแท่น” (altar) ซึ่งมาจากคำคุณศัพท์ภาษาลาตินว่า altus ซึ่งแปลว่า “ได้รับการยกให้สูงขึ้น” ดังนั้น พระแท่นจึงเป็นที่ซึ่งได้รับการยกให้สูงขึ้น เพื่อเป็นจุดพบกันระหว่างพระเจ้าและโลกมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ยอดเขา และยอดเนิน จึงถือเป็นสถานที่เหมาะสำหรับสร้างพระแท่น แต่ในเชิงนิรุกติศาสตร์ ดูเหมือนว่า ที่มาของคำว่าพระแท่น จะมาจากคำกริยาภาษาลาติน “ad – oleo” ซึ่งมีความหมายว่า “ทำให้ไหม้ไป หรือ การเผาไฟ” หมายถึง การถวายยัญบูชาด้วยการ เผาไฟ เพื่อให้กลิ่นหอมของเครื่องเผาบูชาล่องลอยขึ้นไปสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ดังนั้นพระแท่น จึงหมายถึง มิติด้านการถวายบูชาของพิธีกรรมที่กำลังดำเนินไปในเวลานั้น

ส่วนคำว่า “โต๊ะ” (mensa) เป็นคำภาษาลาติน หมายถึงโต๊ะ ซึ่งสมาชิกในครอบครัว ใช้ชีวิตร่วมกัน บนโต๊ะนี้จะใช้วางอาหาร เครื่องดื่ม ที่สมาชิกในครอบครัวจะร่วมรับประทานด้วยกัน ดังนั้น คำคำนี้จึงใช้เพื่อหมายถึง มิติของการใช้ชีวิตร่วมกัน ชีวิตสนิทสัมพันธ์กันในพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่ประกอบขึ้นบนโต๊ะตัวนี้

ในบทนำพิธีอภิเษกวัด ได้เน้นคุณค่าทางสัญลักษณ์ของตัวพระแท่น ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก อากัปกิริยา ซึ่งพระสังฆราช ผู้อภิเษกพระแท่น กระทำลงบนพระแท่นนั้น นั่นคือ พระสังฆราช ชโลมน้ำมันคริสมา ลงบนพระแท่น ดังนั้นพระแท่นจึง กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ หมายถึง พระคริสตเจ้า ผู้ทรงได้รับ “การเจิม” (หรือ ชโลม)จากองค์พระเจ้า (คำว่า christos = ผู้ได้รับการเจิม) การเผากำยานบนพระแท่น หมายความว่า การถวายบูชาขององค์พระคริสตเจ้า ร่วมกับคำภาวนาของบรรดาสัตบุรุษ ล่องลอยขึ้นไปยังองค์พระเป็นเจ้า “ดุจเครื่องเผาบูชา หอมฟุ้งจรุงกลิ่น” ผ้าปูโต๊ะที่ใช้คลุมพระแท่น แสดงให้เห็นถึง ความหมายร่วม หมายความว่า “พระแท่น” นี้นอกจากจะ เป็น สถานที่บูชา แล้ว ยังเป็น “โต๊ะอาหาร” ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย พระสงฆ์และสัตบุรุษร่วมกันเฉลิมฉลอง ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนม์ชีพขององค์พระคริสตเจ้า และมีส่วนร่วมในการเลี้ยงอาหารค่ำของพระองค์ท่าน เพราะเหตุนี้เอง พระแท่นแห่งการบูชา และโต๊ะแห่งการเลี้ยงอาหาร จึงได้รับการจัดเตรียม ในบรรยากาศของงานฉลอง มีแจกันดอกไม้ มีเทียนจุด ซึ่งหมายถึง พระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ ทรงเป็นแสงสว่างส่องนานาชาติ (เทียบ Pontificale Romano, บทนำ พิธีอภิเษกวัด และพระแท่น ข้อ 4)

พระแท่นได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อกิจกรรมของชุมชนทั้งหมดรวมกันและภายใต้การประกอบพิธีของพระสงฆ์ที่เป็นประธานองค์เดียว ดังนั้นรูปทรงจึงไม่ควรออกไปในทางสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวมากนัก ในกรณีพิเศษที่มีพระสงฆ์องค์อื่นร่วมถวายก็อาจจัดให้ยืนอยู่ในที่ๆ เหมาะสม พระแท่นควรจะมีลักษณะเด่น มีรูปทรงและสัดส่วนที่เรียบง่าย บริสุทธิ์ เนื่องจากพระแท่นบูชาเป็นเครื่องหมายถึงองค์พระคริสตเจ้า ในวัดแห่งหนึ่งจึงมีพระแท่นแต่เพียงหนึ่งเดียว พระแท่นรองที่อาจจะมี จะต้องจัดไว้ในวัดน้อยที่แยกต่างหากจากส่วนที่นั่งของสัตบุรุษ (เทียบ I.G. 267) จุดตั้งพระแท่นจะต้องจัดให้อยู่ที่ใจกลางของการฉลองพิธีขอบพระคุณ แต่มิได้หมายความว่าจะต้องจัดให้อยู่กึ่งกลางวัดพอดี จุดศูนย์กลางความสนใจในพิธีกรรมเป็นประเด็นสำคัญกว่า และอาศัยการออกแบบที่เหมาะสม การจัดวางและการยกระดับ จะสามารถดึงความสนใจได้ดี ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถาวร เช่นวัดหรือวัดน้อย พิธีบูชาขอบพระคุณ จะกระทำบนพระแท่นถาวรหรือพระแท่นเคลื่อนย้ายได้ ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการนี้ แต่ในสถานที่ซึ่งใช้ชั่วคราว อาจใช้โต๊ะที่เหมาะสมคลุมด้วยผ้าปูแท่นและผ้ารองศีลได้ (เทียบ I.G. 260) พระแท่นถาวร คือพระแท่นที่ยึดติดพื้น เคลื่อนย้ายไม่ไ ด้ พระแท่นเคลื่อนย้ายได้ คือพระแท่นที่สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ (I.G. 261) พระแท่นกลาง จะต้องลอยตัว คือไม่ตั้งติดผนัง เพื่อให้ผู้ประกอบพิธีสามารถเดินได้รอบพระแท่นและสามารถหันหน้าหาประชาชน และจะต้องจัดตั้งไว้ตรงกลาง เพื่อให้เป็นศูนย์รวมความสนใจของทุกคน พระแท่นกลางควรเป็นพระแท่นถาวร และได้รับการอภิเษก (I.G.262)

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของพระศาสนจักร แผ่นพื้นโต๊ะของพระแท่นถาวรควรจะสร้างด้วยหินธรรมชาติ แต่วัสดุคงทนถาวรอย่างอื่นที่ได้รับการจัดสร้างขึ้นด้วยความชำนาญ ก็ใช้ได้ ภายใต้การรับรองของสภาพระสังฆราช ส่วนฐานของพระแท่นอาจใช้วัสดุคงทนอันเหมาะสม อย่างอื่น (I.G. 263)

พระแท่นชนิดเคลื่อนที่ได้อาจสร้างจากวัสดุคงทนถาวรอย่างอื่นที่เหมาะกับการใช้ในพิธีกรรม ตามประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น (I.G. 264) พระแท่นถาวรจะได้รับการอภิเษกตามหนังสือพิธีของพระสังฆราช ส่วนพระแท่นเคลื่อนที่ได้อาจอภิเษกตามพิธีดังกล่าว หรือการเสกแบบธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นหินเสก (I.G. 265) การถือปฏิบัติเรื่องการบรรจุพระธาตุนักบุญไว้บนพระแท่นหรือในพระแท่นยังคงเป็นสิ่งเหมาะสม พระธาตุนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นของมรณสักขี แต่จะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นพระธาตุของแท้ (I.G. 266)

เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อการระลึกถึงงานเลี้ยงของพระเจ้า ที่ซึ่งเรารับประทานพระกายและพระโลหิตขององค์พระเจ้า การตกแต่งพระแท่นควรกระทำดังนี้ ควรจะมีผ้าปูแท่นอย่างน้อยหนึ่งผืน รูปร่าง ขนาด การตกแต่ง ควรให้เข้ากับโครงสร้างของพระแท่นนั้นๆ (I.G. 268) พระแท่นไม่ใช่ที่วางของ ดังนั้นไม่ควรมีของอื่นๆ วางเกะกะบนพระแท่น ควรจะมีไม้กางเขนหนึ่งอัน ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนจากประชาสัตบุรุษ วางบนพระแท่นหรือใกล้เคียง (I.G. 270) การใช้เทียนในระหว่างพิธีกรรม เพื่อแสดงความศรัทธา และบ่งบอกถึงระดับขั้นความสำคัญของการฉลอง เทียนที่ใช้อาจวางบนพระแท่นหรือรอบๆ พระแท่น โดยให้มีความกลมกลืนกับพระแท่นและสักการสถาน เทียนจะต้องไม่บดบังพิธีกรรมที่กำลังดำเนินไป หรือบดบังสิ่งที่วางอยู่บนพระแท่น (เทียบ I.G. 269) ในกรณีที่วางบนพระแท่น ควรใช้เชิงเทียน ทรงเตี้ย และจัดดอกไม้ทรงต่ำ

บนพระแท่นนี้ จะต้องจัดให้สามารถนำภาชนะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ สำหรับภาคถวายมาวางไว้ได้อย่างสะดวกในเวลาประกอบพิธี เช่น จานรองศีล พร้อมแผ่นปัง กาลิกส์ที่มีเหล้าองุ่น นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิธีมิสซา ไมโครโฟน และสิ่งอื่นเท่าที่จำเป็น พระแท่นไม่ใช่โต๊ะวางของ จึงควรมีเฉพาะสิ่งที่จำเป็นสำหรับภาคถวายเท่านั้น

ข. ธรรมาสน์ (Ambo)

คำว่า “Ambo” (ธรรมาสน์) หมายถึง “ที่ยกสูงขึ้น” (มาจากคำกริยาภาษากรีก anabainein ซึ่งแปลว่า “ก้าวขึ้นข้างบน” ) ซึ่งใช้เป็นที่ประกาศบทอ่านจากพระคัมภีร์ ในระหว่างพิธีกรรม ในพิธีบูชาขอบพระคุณ พระแท่น และธรรมาสน์ เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม 2 อย่าง ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า พิธีกรรมมี 2 ภาค เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า ภาควจนพิธีกรรม และภาคบูชาขอบพระคุณ พระสมณกฤษฎีกาของสังคายนาว่าด้วย การเผยแสดงของพระเจ้ายืนยันว่า “พระศาสนจักร แสดงคารวกิจต่อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เสมอเช่นเดียวกับที่ปฎิบัติต่อพระกายของพระคริสตเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งในพิธีกรรม พระศาสนจักรหล่อเลี้ยงชีวิตของตนเองโดยไม่หยุดหย่อนด้วยปังแห่งชีวิต จากโต๊ะพระวาจา และโต๊ะแห่ง พระกายของพระคริสตเจ้า และหยิบยื่นปังนี้ให้แก่สัตบุรุษ” (D.V. 21) ดังนั้น ความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่มีอยู่ระหว่างธรรมาสน์ และพระแท่นย่อมเห็นได้ชัดเจน ความเชื่อมโยงระหว่าง “โต๊ะทั้งสอง” จะต้องเป็นแนวทางช่วยสถาปนิก และศิลปินในการออกแบบก่อสร้าง โดยเน้นความสัมพันธ์ต่อกัน ระหว่างองค์ประกอบทั้ง 2 ประการนี้ ให้ปรากฏมาในรูปแบบทางศิลปกรรมอย่างเด่นชัดด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการสร้างธรรมาสน์ ด้วยรูปทรงและเทคนิคทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันไป ตามความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ จุดที่จัดวางธรรมาสน์ภายในอาคารวัด ก็มีวิวัฒนาการแตกต่างกันไป แนวทางจากเอกสาร General Instruction กำหนดประโยชน์ใช้สอยของธรรมาสน์ไว้อย่างชัดเจนว่า “โดยปรกติ ธรรมาสน์ควรเป็นแบบติดตั้งถาวรตายตัว และไม่ใช่ที่อ่านชนิดยกได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับโครงสร้างของวัดด้วย ธรรมมาสน์ควรจะอยู่ในจุดที่สัตบุรุษสามารถเห็นผู้อ่าน และได้ยินเสียงของเขาชัดเจน” (IG 272)

ธรรมาสน์เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในวัด ซึ่งจัดสร้างขึ้นในลักษณะที่มีที่วางหนังสือพระคัมภีร์ แต่ที่วางหนังสือบทอ่านธรรมดาๆทั่วๆไป นั้นไม่ถือว่าเป็นธรรมาสน์ หมายความว่า ธรรมาสน์จะต้องมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่แสดงให้ปรากฏชัดเจนว่าเป็นที่ประทับอยู่ของพระวาจาของพระเจ้า เช่นเดียวกับพระแท่นไม่ถือเป็นเพียงแค่องค์ประกอบตกแต่งภายใน แต่ถือเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ผสานกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม และโครงสร้างส่วนอื่นๆภายในวัด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคลุมธรรมาสน์ด้วยผ้าประดับ หรือเครื่องตกแต่งอื่นๆ การประดับประดาธรรมาสน์ ด้วยการจัดดอกไม้แบบเรียบๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ดูเด่น แต่ควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งที่บดบังหรือเกะกะกีดขวาง ทำให้ไม่สะดวกในการเข้าไปยืนอ่านบทอ่าน ควรให้ความสนใจในการใช้ไฟส่องลงมายังที่ธรรมาสน์อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเสริมให้ที่ชุมนุมสามารถมองเห็นได้เด่นชัดยิ่งขึ้น และทำให้ผู้อ่านเองสามารถมองเห็นบทอ่านได้ชัดเจนด้วย

มีวัดหลายแห่งที่ปราศจากธรรมาสน์ชนิดติดตั้งตายตัว แต่กลับมีที่อ่านชนิดย้ายที่ได้ 2 อัน อันหนึ่งใช้อ่านบทอ่าน อีกอันหนึ่งประธานใช้วางหนังสือมิสซา ตรงที่นั่งของประธาน บางแห่งมีอันที่ 3 สำหรับพิธีกรด้วย จึงเกิดคำถามว่า อันใดในบรรดาที่อ่านเหล่านี้ คือ ที่ประทับของพระวาจาของพระเจ้า เพราะหลายครั้งทีเดียว ที่อ่านเหล่านี้ มีรูปแบบและขนาดพอๆกัน หากในวัดใดไม่มีธรรมาสน์ชนิดติดตั้งตายตัว อย่างน้อยก็ขอให้จัดแยกที่ประกาศพระวาจาของพระเจ้า ออกจากโครงสร้างอื่นๆ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่คล้ายคลึงกัน (นั่นคือเป็นที่วางหนังสือ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบรรณฐาน) แต่บทบาทในการเป็นสัญลักษณ์ทางพิธีกรรมแตกต่างกัน ข้อคิดต่างๆของ J. Aldazabal ในเรื่องนี้น่าฟังทีเดียว “การอ่านหนังสือทั่วไปจะอ่านจากที่วางหนังสือ อันไหนแบบใดก็มีค่าเท่ากัน แต่การประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้ชุมชนผู้มีความเชื่อรับฟังย่อมมีความหมายมากกว่าอย่างแน่นอน หากกระทำ ณ สถานที่ที่จัดขึ้นไว้เฉพาะและมีศักดิ์ศรี ในฐานะเป็นบัลลังก์แห่งปรีชาญาณที่พระเจ้าประทับอยู่ และตรัสกับเราในฐานะพระอาจารย์ แต่เพียงผู้เดียวของเรา นั่นคือองค์พระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นพระวาจาของพระเจ้า ที่มาจากเบื้องบน มนุษย์ไม่ได้คิดประดิษฐ์ขึ้น หรือแต่งเติมเพิ่มเอาเอง เป็นพระวาจาที่ถ่ายทอดมาถึงเราโดยทางพระศาสนจักร ผู้เป็นคนกลางระหว่างเรากับพระเจ้า หาใช่เป็นความคิดริเริ่มส่วนบุคคลไม่”

ส่วนเรื่องประโยชน์ใช้สอยของธรรมาสน์ ควรระลึกไว้เสมอว่า ธรรมาสน์ คือที่อ่านและประกาศพระวาจาของพระเจ้า จะต้องจัดให้มีธรรมาสน์หนึ่งอันเพื่อการนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พระวาจาของพระเจ้าอย่างเหมาะสม ในวัดจึงควรจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับประกาศพระวาจา เพื่อให้ความสนใจของสัตบุรุษมุ่ง ณ ที่นั้นในระหว่างวจนพิธีกรรม เช่นเดียวกับพระแท่น ธรรมาสน์ควรได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นอย่างงดงาม ใช้วัสดุคงทน และมีคุณค่า มีสัดส่วนเหมาะสม ใช้รูปทรงทางศิลปะที่สอดคล้องกับพระแท่น และงานออกแบบตกแต่งส่วนอื่นๆภายในวัดนั้น ให้มีความประสานกลมกลืนกัน เวลาเดียวกันให้มีรูปทรงเหมาะกับประโยชน์ใช้สอย ธรรมาสน์เป็นสัญลักษณ์ของการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางประชากรของพระองค์ในพระวาจาที่ได้รับการประกาศ

ธรรมาสน์ มีไว้เพื่ออ่านบทอ่าน บทสดุดี เ อกสาร General Instruction อนุญาตให้ใช้เป็นที่เทศน์ และเป็นที่สำหรับ สวดภาวนาเพื่อมวลชนด้วย (I.G. ข้อ 272) กระนั้นก็ตาม การเทศน์น่าจะกระทำ ณ ที่นั่งของประธานมากกว่า (I.G. ข้อ 97) เอกสารฉบับนี้พูดไว้ชัดเจนว่า “ธรรมาสน์” ไม่เหมาะสำหรับใช้กับพิธีกร นักร้องนำ และผู้นำขับร้อง (เทียบ I.G. ข้อ 272) การใช้ธรรมาสน์ ผิดวัตถุประสงค์ เป็นการลดบทบาทของธรรมาสน์ให้ลดน้อยลง บทบาทในฐานะเป็น “สื่อสัญลักษณ์” ซึ่งธรรมาสน์จะต้องสื่อคุณค่าเหล่านั้นไปยังผู้ร่วมชุมนุมในพิธีกรรม

ค. ที่นั่งของประธานในพิธี (Presidential Chair)

คำกิริยาภาษาละตินที่ว่า “Prae-sedere” แปลว่า “นั่งอยู่ด้านหน้า” เป็นคำที่ไม่พบบ่อยในพระธรรมใหม่ ผู้ที่ใช้คำนี้คือ นักบุญเปาโล โดยใช้หมายถึง บุคคลซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการนำกลุ่มคริสตชน การใช้คำจากพระคัมภีร์คำนี้ ไม่ได้ใช้ในด้านพิธีกรรม แต่ใช้หมายถึง หน้าที่โดยรวมของพระสังฆราช และพระสงฆ์ในฐานะที่เป็นหัวหน้าของชุมชนคริสตชน มีข้อสังเกตว่า การใช้คำนี้ในปัจจุบันดูเหมือนจะใช้เฉพาะในความหมายทางพิธีกรรมเท่านั้น เป็นความจริงเช่นเดียวกันที่ว่า พิธีกรรม(โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีบูชาขอบพระคุณ) เป็นจุดสุดยอดและเป็นต้นธารของชีวิตพระศาสนจักรทั้งหมด การเป็นหัวหน้าหรือเป็นประธานในพิธีกรรมจะมีความหมายสมบูรณ์ ก็โดยทางกิจการต่างๆ ของชุมชนคริสตชน ดังนั้น สำหรับพระสงฆ์ การเป็นประธานในพิธีกรรม เป็น “culmen” และ “fons” นั่นคือ เป็นจุดสุดยอด และเป็นต้นธาร ของงานอภิบาลทั้งหมด

พระแท่น เครื่องบูชาและพระสงฆ์เป็นสัญลักษณ์หมายถึงพระคริสตเจ้า ดังนั้นพระสงฆ์ในฐานะประธานในพิธีจึงเป็นสัญลักษณ์หมายถึงการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าท่ามกลางประชากรใหม่ของพระเจ้าด้วย สังคายนาวาติกันที่ 2 ใช้คำว่า “In persona Christi” “กระทำแทนองค์พระคริสตเจ้า”

ใครที่เป็นประธานในที่ชุมนุมประกอบพิธีกรรม หรืออาจจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ใครที่ “นั่งอยู่ด้านหน้า” ที่ชุมนุมของกลุ่มคริสตชน จะต้องแสดงบทบาทการเป็นผู้นำชุมชนนั้นให้ ปรากฏ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องจัดพื้นที่ใช้สอยในโบสถ์ให้สอดคล้อง ตามวัตถุประสงค์ประการนี้ โดยจะต้องจัดให้มีเก้าอี้ “พิเศษ” ในเอกสาร General Instruction ได้ให้แนวทางไว้ดังนี้ ที่นั่งของประธานในพิธีจะต้องแสดงออกซึ่งบทบาทหน้าที่ในการเป็นประธานของที่ชุมนุมประชาสัตบุรุษ และหน้าที่ในการนำการภาวนา ความสำคัญของบุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์และมีบทบาทหน้าที่เป็นประธานของที่ชุมนุมประชาสัตบุรุษจะต้องไม่ถูกละเลยหรือมองข้าม เพราะเป็นสาระสำคัญของการจัดพิธีอย่างดี ดังนั้นที่เฉพาะสำหรับตั้งที่นั่งของประธานฯ คือตรงกลางบริเวณพระแท่น หันหน้าไปทางสัตบุรุษ ยกเว้นถ้าโครงสร้างโบสถ์หรือสภาพแวดล้อมไม่อำนวย เช่น มีระยะห่างมากเกินไประหว่างพระสงฆ์กับสัตบุรุษ หรือถูกบดบังจากพระแท่น ที่นั่งของประธานควรมองเห็นได้เด่นชัด แสดงรูปลักษณ์ของการเป็นประธาน เป็นผู้นำชุมชน ไม่อยู่ในมุมอับ ซ่อนเร้นจนเกินไป ในทางตรงข้ามรูปลักษณ์แบบบัลลังก์ก็ควรหลีกเลี่ยง ที่นั่งของผู้ช่วยพิธีกรรมควรตั้งไว้ภายในบริเวณบริเวณพระแท่น ในที่ที่เหมาะสมสำหรับทำหน้าที่ของตน (เทียบ I.G.271)

อันที่จริงแล้วการจัดรูปแบบภายในโบสถ์ จะต้องแสดงออกซึ่งภาพลักษณ์ พระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า มีพระคริสตเจ้าทรงเป็นศีรษะของพระกายนั้น และบรรดาคริสตชนเป็นอวัยวะต่างๆ จะต้องไม่มีการแบ่งแยกออกจากกันอีกต่อไป ระหว่างส่วนที่นั่งของสัตบุรุษและของพระสงฆ์ ระหว่างผู้ร่วมพิธีและผู้ประกอบพิธี แต่เป็นการมารวมอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการสื่อถึงกัน เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน การประกอบศาสนพิธีของคริสตชนจัดออกมาในรูป การกระทำร่วมกันของสมาชิกทุกคนในพระกายทิพย์ และในพระกายทิพย์นี้ ผู้เป็นประธานในที่ชุมนุม แสดงให้เห็นถึงการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็น “ศีรษะ” ของพระกายทิพย์นั้น

ที่นั่งของประธานเป็นสถานที่ซึ่งแสดงให้ปรากฏว่า ประธานในพิธีไม่ได้เป็นผู้ปกครองอยู่เหนือผู้อื่น แต่เป็นผู้พร้อมจะรับใช้ ดังบทเสกที่นั่งของประธานในพิธี ที่ได้บรรยายไว้ด้วยคำพูดที่ว่า “ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ทรงสั่งกำชับ ไม่ให้ผู้อภิบาลของพระศาสนจักรวางตัวให้ผู้อื่นรับใช้เขา แต่ให้เขารับใช้พี่น้องคนอื่นๆ ด้วยความสุภาพ ขอโปรดช่วยเหลือผู้ที่จะนั่งเป็นประธานที่ชุมนุมอันศักดิ์สิทธิ์บนเก้าอี้นี้ ให้เขาประกาศพระวาจาของพระองค์ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้า และให้เขาเป็นผู้แจกจ่ายพระคุณของพระองค์อย่างซื่อสัตย์ เพื่อว่า เขาจะได้สรรเสริญพระองค์พร้อมกับประชากรที่เขาได้รับมอบหมายให้ดูแล ณ เบื้องหน้าพระบัลลังก์อันทรงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์เสมอไป มิรู้สิ้นสุด….” ณ ที่นั่งของประธานนี้ ประธานจะใช้นั่งฟังบทอ่าน และนั่งเทศน์สอน จะใช้ยืนเป็นประธานในภาคเริ่มพิธี ในการนำบทภาวนาเพื่อมวลชน และในบทสรุป ใช้นำสวดบทภาวนาหลังรับศีล ใช้เป็นที่ยืนอวยพรสัตบุรุษ และปิดพิธี นอกจากนี้ จุดตั้งที่นั่งของประธานสามารถเน้นให้เด่นชัดมากขึ้นได้ด้วย การใช้ไฟส่องอย่างเหมาะสม

ในกรณีที่เป็นอาสนวิหาร หรือโบสถ์ของพระสังฆราช จะต้องมีที่นั่งของพระสังฆราชตั้งเป็นประจำอยู่ในบริเวณสักการสถาน    ถึงแม้ในการประกอบศาสนพิธีหลายๆ ครั้ง  จะไม่มีพระสังฆราชเป็นประธานในพิธีก็ตาม

บัลลังก์พระสังฆราช (Cathedra, Throne,  Trone)
         บัลลังก์พระสังฆราชเป็นที่นั่งเฉพาะสำหรับพระสังฆราชในศาสนพิธี  การใช้บัลลังก์เป็นอภิสิทธิ์ส่วนตัวของพระสังฆราช  และใช้ไม่ทุกหนทุกแห่งในเขตสังฆมณฑลของตน บัลลังก์ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและสิทธิ์ของพระสังฆราชที่จะสั่งสอนสัตบุรุษคริสตัง

ลักษณะ
         บัลลังก์พระสังฆราชเป็นเก้าอี้ มีที่ท้าวแขนและพนักสูง  สูงกว่ามาลาของพระสังฆราชขณะที่ท่านนั่งบนบัลลังก์นี้ บัลลังก์ตั้งอยู่บนพื้น 3 ชั้น ชั้นสูงสุดกว้างพอตั้งบัลลังก์ และยังมีที่เหลือพอให้ พระสงฆ์ผู้ช่วยในพิธียืนข้างซ้ายและขวาได้อย่างสบาย  ด้านหน้ากว้างพอให้เด็กช่วยมิสซาที่ถือหนังสือและเทียนคุกเข่าต่อหน้าพระสังฆราชได้ยกพื้นนี้ไม่ควรทำให้สูงกว่าพื้นของพระแท่นใหญ่ในวัด

บัลลังก์พระสังฆราชอาจตั้งได้ 2 แห่ง แล้วแต่ตำแหน่งของพร ะแท่นใหญ่ในวัด หากพระแท่นใหญ่อยู่กลางวัดเช่นตามมหาวิหาร ใหญ่ๆ ในกรุงโรม บัลลังก์อยู่ที่ปลายสุดของวัด ติดผนังด้านหลัง และหันออกมาทางสัตบุรุษ แสดงว่าพระสังฆราชเป็นผู้ควบคุม  แท้จริงของคณะสงฆ์ที่นั่งเป็นรูปครึ่งวงกลมอยู่ใกล้ๆ แล ะของสัตบุรุษทั้งวัดที่อยู่ไกลออกไป (ความหมายดั้งเดิมของคำ Episcopus คือ ผู้ควบคุม)

           หากพระแท่นใหญ่อยู่ติดกับฝาผนังด้านหลัง เมื่อนั้นบัลลังก์พระสังฆราชก็ตั้งอยู่ข้างพระวรสารโดยหันข้างให้สัตบุรุษ และห่างจากพระแท่นใหญ่พอที่จะสามารถทำพิธีได้สะดวก

คณะอนุกรรมการศิลปะในพิธีกรรม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s